ทรานซามิน (Transamin) ช่วยรักษาฝ้าให้หน้าขาวใสได้จริงไหม?
ทรานซามิน (Tranexamic acid) คือยาในกลุ่มต้านการสลายลิ่มเลือดที่ใช้รักษาภาวะเลือดออกมากผิดปกติ แต่ในวงการผิวหนังนำมาใช้แบบนอกข้อบ่งใช้เพื่อลดฝ้าและจุดด่างดำโดยยับยั้งการสร้างเมลานินและลดการอักเสบ ทำให้ผิวขาวใสขึ้นได้จริงหากใช้ภายใต้การดูแลแพทย์ด้วยขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 8–12 สัปดาห์
ทรานซามินคือยาอะไร?
ทรานซามิน (Tranexamic acid) คือยาในกลุ่มต้านการสลายลิ่มเลือด (antifibrinolytic) ซึ่งเดิมทีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้รักษาภาวะเลือดออกมากผิดปกติ เช่น เลือดออกมากจากอุบัติเหตุ หรือประจำเดือนมามาก ในวงการผิวหนัง ยานี้ถูกนำมาใช้แบบนอกข้อบ่งใช้ (off-label) เพื่อรักษาความผิดปกติของเม็ดสี เช่น ฝ้า โดยอาศัยคุณสมบัติต้านการอักเสบและลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน
กลไกการทำงาน: ทรานซามินช่วยลดฝ้าและทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างไร
ทรานซามินออกฤทธิ์หลายกลไกพร้อมกันเพื่อลดการสร้างเม็ดสีและลดการอักเสบ โดยเข้าไปรบกวนกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เกิดฝ้าและจุดด่างดำ
กลไกการทำงานที่สำคัญ ได้แก่
- การยับยั้งพลาสมิน (Plasmin Inhibition): เป็นกลไกหลัก โดยทรานซามินจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์พลาสมินในผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวี
- การยับยั้งการสร้างเม็ดสีโดยตรง (Direct Inhibition of Melanin Synthesis): ทรานซามินสามารถรบกวนการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสร้างเม็ดสี ทำให้การผลิตเม็ดสีลดลง
- การลดการอักเสบและผลกระทบต่อหลอดเลือด (Anti-inflammatory and Anti-angiogenic Effects): ช่วยลดการอักเสบในผิวหนังและยับยั้งการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ๆ ที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้นและรักษาได้ยาก
- การขัดขวางการสื่อสารระหว่างเซลล์ (Disruption of Cell Interaction): ช่วยลดการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นนอก (keratinocyte) และเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้การส่งต่อเม็ดสีที่ผลิตขึ้นมาแล้วไปยังชั้นผิวหนังลดลง (Tranexamic acid for the treatment of hyperpigmentation and telangiectatic disorders other than melasma: an update, Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology, 2024)
รูปแบบของยาและวิธีใช้ทรานซามินเพื่อการรักษาผิวพรรณ
ทรานซามินแบบรับประทาน (Oral Transamin)
ยาทรานซามินชนิดรับประทาน (Oral Tranexamic Acid) เป็นยาที่ใช้ในการรักษาฝ้าและภาวะเม็ดสีผิวเข้มผิดปกติ (Hyperpigmentation) โดยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ถูกกระตุ้นจากรังสียูวีและลดการอักเสบของผิวหนัง
ขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไปคือ 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รวม 500 มก./วัน) เป็นระยะเวลาประมาณ 8–12 สัปดาห์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของฝ้าได้ดี ผลข้างเคียงที่พบบ่อยมักไม่รุนแรง เช่น อาการไม่สบายท้อง หรือประจำเดือนมาน้อยลง อย่างไรก็ตาม ยานี้มีความเสี่ยงที่พบได้ยากแต่รุนแรงคือภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จึงมีข้อห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตันหรือผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน การใช้ยานี้เพื่อรักษาฝ้าควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด (Annals of Dermatology, 2024)
ทรานซามินแบบฉีดเข้าผิว (Injection)
การฉีดกรดทรานเอกซามิกเข้าใต้ผิวหนัง (Intradermal TXA) หรือเมโสเทอราพี เป็นการฉีดตัวยาเข้าไปในผิวหนังบริเวณที่เป็นฝ้าโดยตรง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่และลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย วิธีการรักษานี้มีรายละเอียดดังนี้
- วิธีการ: ใช้ยาความเข้มข้น 4 มก./มล. ฉีดเป็นจุดเล็กๆ ปริมาณ 0.05–0.1 มล. แต่ละจุดห่างกัน 1 ซม. ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า โดยใช้ยาประมาณ 4–8 มก. ต่อครั้ง
- ความถี่ในการรักษา: ทำทุกๆ 2–4 สัปดาห์ โดยทั่วไปจะทำต่อเนื่องประมาณ 3–4 ครั้ง
- ประสิทธิภาพ: สามารถลดความรุนแรงของฝ้าได้ประมาณ 44% หลังจากฉีด 3 ครั้ง และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับฝ้าลึก (dermal melasma) หรือฝ้าผสม (mixed melasma)
- ผลข้างเคียง: ผลข้างเคียงมักเกิดเฉพาะที่ เช่น อาการปวด รอยช้ำ หรืออาการบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปเองในไม่กี่วัน (Update on melasma treatments, Annals of Dermatology, 2024)
ทรานซามินแบบทาภายนอก (Topical)
กรดทรานเอกซามิก (Tranexamic Acid) รูปแบบทา เป็นยาที่ใช้ทาบนผิวหนังโดยตรงเพื่อรักษาฝ้าและจุดด่างดำ มีความปลอดภัยสูงและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อยมาก
- ความเข้มข้นและการใช้: มักใช้ในความเข้มข้น 2-5% ในรูปแบบครีม เจล หรือเซรั่ม โดยทาบริเวณที่เป็นฝ้าวันละ 1-2 ครั้ง
- ประสิทธิภาพ: สามารถลดเลือนฝ้าและจุดด่างดำได้ดี โดยเฉพาะฝ้าชนิดตื้น (epidermal melasma) และเหมาะสำหรับใช้เป็นการรักษาเพื่อคงสภาพ (maintenance therapy) งานวิจัยบางชิ้นพบว่าครีม 5% มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ 4% ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
- ความปลอดภัย: มีความปลอดภัยสูงมาก ไม่ค่อยก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวเหมือนยาทาฝ้าชนิดอื่น เช่น ไฮโดรควิโนนหรือกรดวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
- ข้อจำกัด: ความท้าทายหลักคือการซึมผ่านผิวหนัง แต่ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ มักมีสารช่วยนำพา (penetration enhancers) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ (Safety and efficacy of niosomal and conventional tranexamic acid/niacinamide vs. hydroquinone creams in melasma: a randomized trial, Scientific Reports, 2025)
วิธีกินทรานซามินให้ปลอดภัยและเห็นผล
วิธีกินทรานซามินให้ปลอดภัยและได้ผลคือการรับประทานในขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8–12 สัปดาห์ ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
- ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง ก่อนเริ่มยา แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่าคุณไม่มีข้อห้ามใช้ เช่น ประวัติส่วนตัวหรือครอบครัวเกี่ยวกับการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือภาวะไตวายรุนแรง
- รับประทานในขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม ขนาดยามาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปคือ 250 มก. วันละ 2 ครั้ง (รวม 500 มก./วัน) เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 8–12 สัปดาห์ แพทย์อาจพิจารณาปรับขนาดยา แต่โดยทั่วไปไม่เกิน 750 มก./วัน เนื่องจากขนาดที่สูงกว่านี้ไม่ได้ให้ผลการรักษาที่ดีขึ้น
- วิธีรับประทาน สามารถรับประทานยาพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้ แต่ควรรับประทานให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอทุกวันเพื่อให้ยาออกฤทธิ์คงที่
- สังเกตอาการผิดปกติระหว่างใช้ยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ หรือปวดศีรษะ และต้องหยุดยาพร้อมไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการที่บ่งชี้ถึงลิ่มเลือดอุดตัน เช่น เจ็บหรือบวมที่ขาข้างเดียว เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน หรือหายใจลำบาก
- ติดตามผลและวางแผนระยะยาว หลังจากครบคอร์สการรักษา แพทย์จะประเมินผลและวางแผนขั้นต่อไป ซึ่งอาจเป็นการหยุดยาเพื่อดูการตอบสนอง หรือใช้ยาต่อในขนาดที่ต่ำลงเพื่อควบคุมฝ้าในระยะยาว (The optimal dose of oral tranexamic acid in melasma: a network meta-analysis of RCTs, Indian Journal of Dermatology, Venereology and Leprology, 2023)
ปริมาณยาที่เหมาะสมและระยะเวลาในการทาน
ปริมาณยาที่เหมาะสมในการรับประทานกรดทรานเอกซามิกเพื่อรักษาฝ้าคือ 500-750 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีระยะเวลาการรักษาทั่วไปอยู่ที่ 8-12 สัปดาห์
จากการศึกษาพบว่าขนาดยาและระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความปลอดภัยมีดังนี้
- ขนาดยาที่แนะนำ: เริ่มต้นที่ 250 มก. วันละสองครั้ง (รวม 500 มก./วัน) และอาจเพิ่มเป็น 250 มก. วันละสามครั้ง (รวม 750 มก./วัน) หากจำเป็น
- ระยะเวลาการรักษา: โดยทั่วไปจะทำการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 8-12 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์จะประเมินผลและอาจพิจารณาให้หยุดยาหรือปรับเปลี่ยนการรักษา
- ประสิทธิภาพสูงสุด: การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ในปี 2023 สรุปว่าขนาด 750 มก./วัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ให้ผลการลดฝ้าได้ดีที่สุด (The optimal dose of oral tranexamic acid in melasma: a network meta-analysis of RCTs, Indian Journal of Dermatology, Venereology and Leprology, 2023)
ทรานซามินควรกินตอนไหน? ก่อนหรือหลังอาหาร
สามารถรับประทานกรดทรานเอกซามิกได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงมื้ออาหาร เนื่องจากประสิทธิภาพของยาไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะรับประทานตอนท้องว่างหรือพร้อมอาหาร อย่างไรก็ตาม หากมีอาการคลื่นไส้หรือรู้สึกไม่สบายท้อง แนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารเพื่อช่วยบรรเทาอาการ (StatPearls Publishing, 2023)
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่ต้องรู้ก่อนใช้ยา
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไป
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของกรดทรานเอกซามิกคืออาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ปวดศีรษะ และการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการจะไม่รุนแรงและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
- อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร: อาจมีอาการคลื่นไส้ ไม่สบายท้อง หรือปวดบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งมักจะบรรเทาลงได้เมื่อรับประทานยาพร้อมอาหาร
- ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ: ผู้ใช้ยาจำนวนน้อยอาจมีอาการปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะที่ไม่รุนแรง
- การเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน: อาจทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง (hypomenorrhea) หรือรอบเดือนเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย (Tranexamic acid for the treatment of hyperpigmentation and telangiectatic disorders other than melasma: an update, Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology, 2024)
อันตรายจากการใช้ยาผิดวิธีและภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
ความเสี่ยงร้ายแรงหลักของกรดทรานเอกซามิกคือ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (thromboembolic events) เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT) และภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (PE) แม้ว่าความเสี่ยงนี้จะต่ำมากเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อการรักษาฝ้าภายใต้การดูแลของแพทย์
การใช้ยาผิดวิธีหรือใช้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงจะเพิ่มโอกาสเกิดอันตรายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ห้ามใช้ยาหรือต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- ผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือประวัติครอบครัวเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
- ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจน
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีภาวะไตทำงานบกพร่องรุนแรง
ข้อมูลจากการศึกษาขนาดใหญ่หลายชิ้นพบว่าอุบัติการณ์ของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่ใช้ยาเพื่อรักษาฝ้านั้นต่ำกว่า 1% และบางการศึกษาไม่พบผู้ป่วยที่มีภาวะนี้เลย (Oral tranexamic acid treatment beyond 6 months for melasma patients, JAAD International, 2024)
กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรใช้ทรานซามิน
กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรใช้กรดทรานซามินคือผู้ที่มีประวัติหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเพื่อความปลอดภัย
กลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ยาด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- ผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือคนในครอบครัวเคยเป็นลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT) ลิ่มเลือดอุดตันในปอด (PE) โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคหัวใจขาดเลือด
- ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือใช้ฮอร์โมนทดแทน
- ผู้ที่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
- ผู้ที่มีภาวะไตวายรุนแรง
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีความผิดปกติของการมองเห็นสีที่เกิดขึ้นภายหลัง (Tranexamic acid for the treatment of hyperpigmentation and telangiectatic disorders other than melasma: an update, Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology, 2024)
เปรียบเทียบวิธีรักษาฝ้า: ยากิน ยาฉีด หรือเลเซอร์ แบบไหนดีกว่ากัน?
การจะเลือกว่าวิธีไหนดีที่สุด ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของฝ้า รวมถึงสภาพผิวของแต่ละบุคคล เนื่องจากแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป และบ่อยครั้งแพทย์มักใช้การรักษาแบบผสมผสานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- ยากิน (กรดทรานซามิก): มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะกับฝ้าลึกหรือฝ้าผสมที่รักษายาก ช่วยลดการสร้างเม็ดสีและลดเส้นเลือดที่กระตุ้นฝ้า แต่เนื่องจากเป็นการรักษาแบบ systemic (ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย) จึงต้องประเมินความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตันโดยแพทย์ก่อนเริ่มยา
- ยาฉีด (เมโสฝ้า): เป็นการฉีดกรดทรานซามิกเข้าที่ผิวหนังบริเวณฝ้าโดยตรง ข้อดีคือออกฤทธิ์เฉพาะที่และลดความเสี่ยงต่อร่างกายโดยรวม เหมาะกับฝ้าลึกเฉพาะจุด แต่ประสิทธิภาพอาจไม่เท่าแบบกินและต้องทำหลายครั้ง
- เลเซอร์: สามารถเห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว แต่มีความเสี่ยงสูงที่ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นหลังทำ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation) และมักกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ปัจจุบันจึงนิยมใช้เลเซอร์ร่วมกับยากินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ (Targeting the dermis for melasma maintenance treatment (oral tranexamic acid with microneedling RF), Scientific Reports, 2025)
แนวทางการรักษาฝ้าอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แนวทางการรักษาฝ้าโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคือ แนวทางการรักษาแบบผสมผสานหลายวิธี ซึ่งปรับเปลี่ยนตามการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้
- การป้องกันแสงแดดอย่างเข้มงวด: ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด โดยใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ และมีคุณสมบัติป้องกันแสงในวงกว้าง (Broad-spectrum)
- การใช้ยาทาร่วมกับยารับประทาน: มักเริ่มต้นด้วยการใช้ยาทาเฉพาะที่ เช่น ครีมผสมสามชนิด (Triple combination cream) ร่วมกับการพิจารณาให้กรดทรานเอกซามิก (Tranexamic acid) ชนิดรับประทานในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้าม เพื่อเสริมประสิทธิภาพการรักษา
- การทำหัตถการเพิ่มเติม: หากการตอบสนองยังไม่ดีพอ อาจพิจารณาเพิ่มการรักษาด้วยเลเซอร์หรือการลอกผิวด้วยสารเคมี เพื่อจัดการกับเม็ดสีที่ดื้อต่อการรักษา
- การวางแผนการรักษาระยะยาว: หลังจากฝ้าจางลง จะมีการปรับแผนการรักษาเพื่อควบคุมฝ้าในระยะยาวและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ เช่น การใช้ยาทาเพื่อคงสภาพผิว (Update on melasma treatments, Annals of Dermatology, 2024)


