ปากแห้งแตก เกิดจากอะไร? สาเหตุ วิธีรักษาให้ริมฝีปากกลับมาชุ่มชื้น

อาการ ปากแห้งแตก เกิดจากร่างกายขาดน้ำ สภาพอากาศที่แห้ง หรือการขาดวิตามินบี และสามารถรักษาให้กลับมาชุ่มชื้นได้ด้วยการทาลิปบาล์มที่มีปิโตรเลียมเจลลี่ร่วมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้แผลหายภายใน 1-2 สัปดาห์
อาการปากแห้งแตกเกิดจากอะไร และมีสาเหตุมาจากปัจจัยใดบ้าง?
อาการปากแห้งแตกเกิดจากร่างกายขาดน้ำ สภาพอากาศที่หนาวเย็นและแห้ง รวมถึงพฤติกรรมการเลียริมฝีปากบ่อยครั้ง โดยมีปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องดังนี้:
- การขาดน้ำ (Dehydration): เมื่อร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะส่งผลให้เนื้อเยื่อเมือกและริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้น
- สภาพอากาศ: อากาศหนาว ความชื้นต่ำ และลมแรง ทำให้ริมฝีปากซึ่งไม่มีต่อมไขมันสูญเสียน้ำได้รวดเร็วกว่าปกติ
- การขาดวิตามิน: โดยเฉพาะวิตามินบี 2 (Riboflavin), บี 3 และบี 12 ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปากนกกระจอกหรือริมฝีปากอักเสบ
- พฤติกรรมส่วนตัว: การเลียริมฝีปากบ่อยๆ ทำให้เอนไซม์ในน้ำลายทำลายเกราะป้องกันผิวจนปากแห้งกว่าเดิม รวมถึงการแกะหรือดึงผิวหนังที่ลอก
- การแพ้สัมผัส: อาการแพ้สารเคมีในลิปสติก ยาสีฟัน หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งพบได้ประมาณ 25% ของผู้ที่มีอาการริมฝีปากอักเสบเรื้อรัง (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
สาเหตุหลักที่ทำให้ริมฝีปากแห้ง แตก ลอกเป็นขุย
การขาดน้ำและพฤติกรรมการดื่มน้ำน้อย
การดื่มน้ำไม่เพียงพอส่งผลให้เนื้อเยื่อเมือกขาดความชุ่มชื้น ซึ่งทำให้ริมฝีปากแห้งและแตกได้ง่าย เนื่องจากริมฝีปากไม่มีต่อมไขมันเหมือนผิวหนังส่วนอื่น จึงสูญเสียน้ำได้รวดเร็วโดยเฉพาะในสภาวะที่ร่างกายขาดน้ำหรืออยู่ในสภาพอากาศที่แห้งและเย็น การรักษาความชุ่มชื้นจากภายในด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวันจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและบรรเทาอาการริมฝีปากแห้งกร้าน (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความเย็น และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ
สภาพอากาศที่หนาวเย็นและแห้ง รวมถึงความชื้นในอากาศต่ำ จะดึงความชุ่มชื้นออกจากริมฝีปากอย่างรวดเร็ว เนื่องจากริมฝีปากไม่มีต่อมไขมันสำหรับสร้างน้ำมันมาปกป้องผิวเหมือนผิวหนังส่วนอื่น เมื่อต้องเผชิญกับอากาศที่แห้งหรือลมแรง ริมฝีปากจึงสูญเสียน้ำได้ง่ายจนเกิดอาการแห้ง แตก และเป็นร่องแผล (Practical interventions in lip-licking dermatitis, International Journal of Women’s Dermatology, 2021)
การขาดวิตามินบี 2 วิตามินบี 3 และวิตามินบี 12
การขาดวิตามินบี 2, บี 3 และบี 12 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการริมฝีปากอักเสบ (Cheilitis) และปากแห้งแตกเรื้อรัง โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- วิตามินบี 2 (Riboflavin): การขาดวิตามินชนิดนี้มักทำให้เกิดโรคปากนกกระจอก (Angular cheilitis) ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยแตกที่มุมปากและมีอาการเจ็บ
- วิตามินบี 3 (Niacin): หากขาดจะนำไปสู่ภาวะ Pellagrous cheilitis ซึ่งทำให้ริมฝีปากอักเสบและแห้งเสีย
- วิตามินบี 12: มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเกิดรอยแยกหรือรอยแตกเรื้อรังบนริมฝีปาก (Cheilitis (lip inflammation): Causes and Treatment, Verywell Health, 2025)
พฤติกรรมการเลียริมฝีปากบ่อยครั้ง
การเลียริมฝีปากบ่อยครั้งจะทำให้ริมฝีปากแห้งเสียยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากเอนไซม์ในน้ำลายจะเข้าไปทำลายเกราะป้องกันตามธรรมชาติของริมฝีปาก และเมื่อน้ำลายระเหยออกไปก็จะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวหนังไปด้วย พฤติกรรมนี้มักกลายเป็นวงจรที่ทำให้เกิดอาการปากแห้ง แตก และระคายเคืองเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรคผิวหนังจากการเลียริมฝีปาก (Lip-licking dermatitis) (Practical interventions in lip-licking dermatitis, International Journal of Women’s Dermatology, 2021)
การแพ้สารเคมีในลิปสติก ยาสีฟัน หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
การแพ้สารเคมีในผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นสาเหตุของอาการริมฝีปากอักเสบ (Allergic contact cheilitis) ซึ่งพบได้สูงถึงประมาณ 25% ของผู้ที่มีอาการปากแห้งลอกเรื้อรัง โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:
- สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย: มักเกิดจากน้ำหอม สารแต่งกลิ่นรส หรือสารกันเสียที่ผสมอยู่ในลิปสติก ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- อาการที่สังเกตได้: ริมฝีปากจะมีอาการแดง เป็นสะเก็ด แห้ง และแตก โดยมักจะมีอาการอักเสบแบบผื่นผิวหนังอักเสบ เช่น คัน หรือบวมร่วมด้วยหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ
- ความแตกต่างระหว่างเพศ: ผู้ชายมักมีปฏิกิริยาแพ้ต่อส่วนผสมในยาสีฟัน ในขณะที่ผู้หญิงมักแพ้สารเคมีในเครื่องสำอางสำหรับริมฝีปาก
- การดูแลเบื้องต้น: ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัยทันที และหากอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการทดสอบ Patch test หาความผิดปกติ (Allergic contact cheilitis, DermNet New Zealand, 2010)
เช็กอาการปากแห้งแตกแบบไหนที่เป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะผิดปกติ
ริมฝีปากแห้ง ภูมิแพ้ และภาวะปากนกกระจอก (Angular Cheilitis)
สาเหตุหลักของริมฝีปากแห้งและภาวะปากนกกระจอกมักเกิดจากการขาดน้ำ สภาพอากาศที่แห้ง การขาดวิตามินบี หรือปฏิกิริยาแพ้สัมผัส
รายละเอียดที่สำคัญมีดังนี้:
- ริมฝีปากแห้งและแตก: มักเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศหนาว หรือพฤติกรรมเลียริมฝีปากบ่อยครั้ง ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายจะทำลายเกราะป้องกันผิวริมฝีปาก
- ภาวะปากนกกระจอก (Angular Cheilitis): มีลักษณะเป็นรอยแตกและอักเสบบริเวณมุมปาก อาจเกิดจากการติดเชื้อราหรือแบคทีเรีย และมักเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินบี (โดยเฉพาะ B2, B3, B12) หรือธาตุเหล็ก
- ภูมิแพ้ที่ริมฝีปาก (Allergic Cheilitis): เกิดจากการแพ้สารเคมีในลิปสติก ยาสีฟัน หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ทำให้มีอาการบวม แดง คัน หรือลอกเป็นขุย
- การดูแลเบื้องต้น: ควรทาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง เช่น เมนทอลหรือน้ำหอม และดื่มน้ำให้เพียงพอ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ควรพบแพทย์ (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
อาการปากแห้ง คอแห้ง และภาวะน้ำลายน้อย (Xerostomia)
อาการปากแห้งและคอแห้งอย่างต่อเนื่องอาจเป็นสัญญาณของภาวะน้ำลายน้อย (Xerostomia) ซึ่งเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมน้ำลาย ภาวะนี้มักทำให้เกิดอาการริมฝีปากอักเสบ เป็นรอยแยก หรือมีอาการแสบร้อนในช่องปาก โดยอาจมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s syndrome) โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด (Xerostomia (Dry Mouth) – complications, Oral Cancer Foundation)
ริมฝีปากเป็นแผล มีหนอง หรือเลือดออกไม่หาย
หากริมฝีปากมีแผล มีหนอง หรือเลือดออกที่ไม่หายภายใน 10–14 วัน ควรไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราทุติยภูมิ หรืออาจเป็นโรคอื่นที่รุนแรงกว่า เช่น ภาวะก่อนมะเร็งที่ริมฝีปาก (actinic cheilitis) โดยเฉพาะหากมีอาการบวม แดงลาม หรือมีตุ่มหนองร่วมด้วย ซึ่งการปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดแผลเป็นถาวรหรือการเปลี่ยนสีของเนื้อเยื่อริมฝีปากได้ (Cheilitis (lip inflammation): Causes and Treatment, Verywell Health, 2025)
วิธีแก้ปากแห้งแตกด้วยตัวเองให้ได้ผลลัพธ์รวดเร็ว
วิธีแก้ปากแห้งแตกด้วยตัวเองที่ได้ผลเร็วที่สุดคือ การทาลิปบาล์มที่ไม่มีสารระคายเคืองบ่อยๆ ร่วมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอและหยุดพฤติกรรมเลียริมฝีปาก โดยมีขั้นตอนการดูแลดังนี้:
- ทาลิปบาล์มหรือขี้ผึ้งบ่อยๆ: เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่ (White petroleum jelly), เซราไมด์ หรือเชียบัตเตอร์ เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและปกป้องผิวริมฝีปาก
- หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: งดใช้ลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของเมนทอล, การบูร หรือน้ำหอมที่ทำให้รู้สึกแสบหรือยิบๆ เพราะจะทำให้ปากยิ่งแห้ง
- หยุดเลียหรือแกะริมฝีปาก: เอนไซม์ในน้ำลายจะยิ่งทำให้ปากแห้งกว่าเดิม และการแกะผิวที่ลอกจะทำให้เกิดแผลและหายช้าลง
- สครับผิวอย่างอ่อนโยน: ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือสครับน้ำตาลถูเบาๆ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว จากนั้นรีบทาลิปบาล์มทันที
- เพิ่มความชุ่มชื้นจากภายในและภายนอก: ดื่มน้ำให้มากตลอดทั้งวัน และใช้เครื่องพ่นละอองไอน้ำ (Humidifier) ในห้องนอนหากอยู่ในสภาพอากาศแห้ง (7 dermatologists’ tips for healing dry, chapped lips, American Academy of Dermatology, n.d.)
การเลือกใช้ลิปมันและผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปากที่เหมาะสม
การเลือกใช้ลิปมันที่เหมาะสมควรเน้น ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารระคายเคืองและมีส่วนประกอบที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น เพื่อช่วยฟื้นฟูริมฝีปากอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางดังนี้:
- เลือกส่วนผสมที่ช่วยเคลือบผิว: มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่ (Petrolatum), มิเนอรัลออยล์ (Mineral oil), เซราไมด์ (Ceramides), เชียบัตเตอร์ (Shea butter) หรือไดเมทิโคน (Dimethicone) ซึ่งช่วยสร้างเกราะป้องกันและกักเก็บความชุ่มชื้นได้นานกว่าแบบแว็กซ์หรือน้ำมันทั่วไป
- หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: ควรหลีกเลี่ยงลิปมันที่มีส่วนผสมของเมนทอล (Menthol), การบูร (Camphor), ยูคาลิปตัส หรือการแต่งกลิ่นและรสชาติที่รุนแรง เพราะสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนและระคายเคืองมากขึ้น
- ใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อเข้มข้น: สำหรับริมฝีปากที่แห้งแตกมาก การใช้ขี้ผึ้งหรือปิโตรเลียมเจลลี่แบบไม่มีสีไม่มีกลิ่นจะช่วยสมานแผลและปกป้องผิวริมฝีปากได้ดีที่สุด
- ความถี่ในการใช้: ควรทาลิปมันบ่อยๆ ระหว่างวันและทาเคลือบไว้ก่อนนอนเพื่อบำรุงริมฝีปากอย่างต่อเนื่อง (7 dermatologists’ tips for healing dry, chapped lips, American Academy of Dermatology, n.d.)
วิธีแก้ปากลอกเป็นขุยด้วยการสครับปากอย่างอ่อนโยน
การสครับปากอย่างอ่อนโยนเพื่อแก้ปัญหาปากลอกเป็นขุยควรทำเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์โดยใช้ผ้าขนหนูนุ่มชุบน้ำหมาดๆ หรือสครับสูตรน้ำตาลค่อยๆ ถูเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก โดยมีขั้นตอนและข้อควรระวังดังนี้:
- วิธีการสครับ: ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ หรือแปรงสีฟันขนนุ่มวนเบาๆ บนริมฝีปากเพื่อขจัดขุยขาว
- ข้อควรระวัง: ห้ามขัดถูแรงๆ โดยเฉพาะบริเวณที่มีแผลแตกหรือเลือดออก เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น
- การดูแลหลังสครับ: เมื่อสครับเสร็จแล้ว ให้รีบทาลิปบาล์มหรือขี้ผึ้ง (เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่) ทันทีเพื่อล็อกความชุ่มชื้นและช่วยให้ริมฝีปากเรียบเนียนขึ้น (Say Goodbye to Chapped Lips This Winter: Expert Tips for Healthy, Hydrated Lips, McLean Dermatology and Skincare Center, 2026)
การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายใน
การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวันเป็นวิธีหลักในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากจากภายใน โดยการรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายจะช่วยสนับสนุนเนื้อเยื่อเมือกและลดโอกาสที่ริมฝีปากจะแห้งแตก นอกจากนี้ควรเสริมด้วยการใช้เครื่องทำความชื้น (humidifier) ในที่พักอาศัยเพื่อรักษาความชื้นในอากาศ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการเลียริมฝีปากซึ่งจะทำให้น้ำระเหยออกไปและทำให้ริมฝีปากแห้งกว่าเดิม (Say Goodbye to Chapped Lips This Winter: Expert Tips for Healthy, Hydrated Lips, Mclean Dermatology and Skincare Center, 2026)
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์เพื่อรักษาอาการปากแห้งแตก?
คุณควรไปพบแพทย์หากมีอาการปากแห้งแตกอย่างรุนแรงหรือรักษาด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ นอกจากนี้ควรไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น มีหนอง มีรอยแดงลุกลาม มีอาการปวดมาก หรือมีแผลที่ไม่ยอมหายภายใน 10-14 วัน เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือภาวะก่อนมะเร็งที่เกิดจากแสงแดดทำลายริมฝีปาก (7 dermatologists’ tips for healing dry, chapped lips, American Academy of Dermatology, 2021)
แนวทางการรักษาและหัตถการทางการแพทย์เพื่อริมฝีปากสุขภาพดี
การเติมฟิลเลอร์ปาก (Lip Filler) เพื่อแก้ปัญหาปากเป็นร่องและเพิ่มความชุ่มชื้น
การเติมฟิลเลอร์ปากด้วยไฮยาลูโรนิกแอซิดความหนาแน่นต่ำสามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและลดร่องลึกบนริมฝีปากได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มวอลลุ่มให้ปากดูหนาขึ้น วิธีนี้จะช่วยปรับปรุงความนุ่มนวลและเนื้อสัมผัสของริมฝีปากที่แห้งแตกเรื้อรังให้ดูเรียบเนียนขึ้นทันที เนื่องจากไฮยาลูโรนิกแอซิดมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า จึงช่วยฟื้นฟูปราการกักเก็บความชุ่มชื้นจากภายใน ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพเมื่อการใช้ลิปบาล์มทั่วไปไม่ได้ผล (Can Cosmetic Fillers Help Heal and Prevent Chapped Lips?, ICLS Dermatology, 2021)
การทำทรีตเมนต์บำรุงริมฝีปากเชิงลึกในคลินิกความงาม
การทำทรีตเมนต์บำรุงริมฝีปากในคลินิกความงามช่วยฟื้นฟูความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกและแก้ปัญหาริมฝีปากแห้งกร้านได้อย่างรวดเร็ว โดยมีวิธีการหลักดังนี้:
- การฉีดฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid): ใช้ฟิลเลอร์ความเข้มข้นต่ำเพื่อเน้นการกักเก็บน้ำในเนื้อเยื่อริมฝีปาก ช่วยให้ริมฝีปากนุ่มนวลและเรียบเนียนขึ้นโดยไม่เน้นการเพิ่มขนาด
- HydraFacial Lip Perk: เป็นการใช้เครื่องมือเฉพาะทางเพื่อผลัดเซลล์ผิวริมฝีปากอย่างอ่อนโยน พร้อมเติมเซรั่มบำรุงและสารต้านอนุมูลอิสระเข้าสู่ผิวโดยตรง
- การรักษาด้วยยา: ในกรณีที่ริมฝีปากอักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจสั่งจ่ายขี้ผึ้งสูตรเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเฉพาะเพื่อรักษาที่ต้นเหตุ (All You Need to Know About Hydrafacial Lip Perk Treatment, Aestheticus Med Spa Blog, 2025)
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงหากปล่อยให้ปากแห้งแตกเรื้อรัง
หากปล่อยให้ริมฝีปากแห้งแตกเรื้อรังโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่การติดเชื้อทุติยภูมิจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่เข้าสู่รอยแยกของริมฝีปากได้ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการบวม แดง หรือมีหนอง นอกจากนี้ การอักเสบเรื้อรังยังอาจส่งผลเสียในระยะยาว ดังนี้:
- การเกิดแผลเป็นถาวร: ริมฝีปากอาจมีรอยแผลเป็น สีผิวเปลี่ยนไป หรือเนื้อเยื่อริมฝีปากหนาตัวขึ้น
- ภาวะก่อนมะเร็ง: หากอาการแห้งลอกเกิดจากความเสียหายจากแสงแดดสะสม อาจพัฒนาไปสู่โรคปากอักเสบจากแสงแดด (Actinic cheilitis) ซึ่งเป็นภาวะก่อนมะเร็งได้
- สัญญาณของโรคอื่น: อาการเรื้อรังอาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินบี (B2, B3, B12) หรือภาวะปากแห้ง (Xerostomia) ที่เกี่ยวข้องกับโรคระบบภูมิคุ้มกัน (Cheilitis (lip inflammation): Causes and Treatment, Verywell Health, 2025)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปากแห้งแตก
ปากแห้งแตกกี่วันหาย?
โดยปกติแล้ว อาการปากแห้งแตกจะเริ่มดีขึ้นภายในไม่กี่วันและมักจะหายสนิทภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น มีรอยแตกลึกหรือมีเลือดออก อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายนานถึง 3 สัปดาห์ ทั้งนี้หากดูแลตัวเองอย่างเต็มที่แล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้นเกินกว่า 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุแฝงอื่นๆ (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
ปากแห้งแตกขาดวิตามินอะไรมากที่สุด?
อาการปากแห้งแตกมีความเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินกลุ่มบี (Vitamin B) มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดวิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ซึ่งมักเป็นสาเหตุของอาการปากนกกระจอกหรือรอยแตกบริเวณมุมปาก นอกจากนี้ การขาดวิตามินบี 3 (ไนอะซิน), วิตามินบี 12 และโฟเลต ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการริมฝีปากอักเสบและแห้งแตกเรื้อรังได้เช่นกัน (Angular cheilitis – Symptoms, causes, and management, DermNet New Zealand, 2022)
ทาลิปมันบ่อยๆ จะทำให้ปากยิ่งแห้งจริงหรือไม่?
ไม่จริง การทาลิปมันบ่อยๆ ไม่ได้ทำให้ริมฝีปากแห้งลงหรือทำให้เกิดอาการ “เสพติดลิปมัน” ตามความเชื่อผิดๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยืนยันว่าการทาลิปมันเป็นประจำมีประโยชน์ในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นและปกป้องริมฝีปาก อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว่าปากแห้งกว่าเดิมอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น เมนทอล (Menthol), ฟีนอล (Phenol) หรือสารแต่งกลิ่นรสที่รุนแรง ซึ่งทำให้เกิดอาการแสบหรือระคายเคืองจนต้องทาซ้ำบ่อยขึ้น ดังนั้นควรเลือกใช้ลิปมันที่มีส่วนผสมของสารกักเก็บความชุ่มชื้นที่อ่อนโยน เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่ หรือเซราไมด์ เพื่อประสิทธิภาพในการบำรุงที่แท้จริง (Could repetitive lip balm use make your lips drier?, Real Simple, 2023)
ปากแห้งแตกจนเลือดออกควรทายาอะไร?
ควรทาขี้ผึ้งหรือสารเคลือบผิวที่มีความเข้มข้นสูง เช่น วาสลีนขาว (White petroleum jelly) เพื่อช่วยสร้างเกราะป้องกันและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากที่แห้งแตกมากหรือมีเลือดออกได้ฟื้นฟูตัวเอง โดยควรทาบ่อยๆ ตลอดทั้งวันและก่อนนอน รวมถึงหลีกเลี่ยงการเลียหรือแกะริมฝีปากเพื่อป้องกันไม่ให้แผลแย่ลง (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)

