เลเซอร์รอยแตกลาย คืนผิวเรียบเนียน เห็นผลจริงไหม ราคาเท่าไหร่

เลเซอร์รอยแตกลาย คือการใช้พลังงานแสงเข้มข้นสูงเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้เฉลี่ย 50–75% โดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 10,000 บาทต่อครั้งตามเทคโนโลยีที่เลือกใช้
เลเซอร์รอยแตกลาย คืออะไร ช่วยรักษาปัญหาผิวแตกลายได้อย่างไร
เลเซอร์รอยแตกลาย คือการใช้พลังงานแสงที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวและสร้างคอลลาเจนใหม่ในบริเวณที่มีรอยแผลเป็นจากการยืดขยายของผิวหนัง
การรักษานี้ทำงานผ่านกลไกหลักหลายประการเพื่อปรับปรุงลักษณะของรอยแตกลาย ดังนี้:
- การกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Remodeling): พลังงานเลเซอร์จะส่งความร้อนลงไปในชั้นผิวแท้เพื่อทำลายเนื้อเยื่อพังผืดที่ผิดปกติและกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ทำให้ผิวที่เคยบุ๋มหรือฝ่อตัวกลับมาเรียบเนียนและยืดหยุ่นมากขึ้น
- การปรับสภาพผิวแบบสัดส่วน (Fractional Photothermolysis): เลเซอร์จะสร้างจุดความร้อนขนาดเล็กจิ๋วจำนวนมาก (Microscopic Thermal Zones) โดยเว้นเนื้อเยื่อรอบข้างที่ปกติไว้ เพื่อช่วยให้ผิวหนังฟื้นตัวได้รวดเร็วและกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่
- การจัดการเม็ดสีและหลอดเลือด: เลเซอร์บางชนิด เช่น Pulsed Dye Laser (PDL) จะเน้นทำลายหลอดเลือดที่ขยายตัวในรอยแตกลายระยะแรก (สีแดง) เพื่อลดความแดง ในขณะที่เลเซอร์ชนิดอื่นอาจช่วยปรับสีของรอยแตกลายระยะเก่า (สีขาว) ให้กลมกลืนกับผิวรอบข้างมากขึ้น
- การใช้คลื่นเสียง (Photoacoustic Effect): เลเซอร์กลุ่ม Picosecond จะใช้พลังงานความเร็วสูงสร้างแรงสั่นสะเทือนใต้ผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนโดยไม่สะสมความร้อนสูงเกินไป ช่วยลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงในผู้ที่มีสีผิวเข้ม (Striae Distensae: Clinical Results and Evidence-Based Evaluation of a Novel 675 nm Laser Wavelength, Medicina, 2023)
สาเหตุของรอยแตกลายและการเกิดแผลเป็นใต้ผิว
รอยแตกลาย (Striae distensae) เกิดจากการฉีกขาดของเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้ เนื่องจากการยืดขยายของผิวหนังอย่างรวดเร็วร่วมกับปัจจัยทางฮอร์โมนที่ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอลง โดยกระบวนการเกิดแผลเป็นใต้ผิวหนังแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก ดังนี้:
- ระยะเริ่มต้น (Striae rubrae): ผิวหนังเกิดการอักเสบ หลอดเลือดขยายตัว และมีการสะสมของของเหลวในชั้นผิว (edema) ทำให้รอยแตกลายมีสีแดงหรือม่วง
- ระยะเรื้อรัง (Striae albae): เมื่อเวลาผ่านไป 6–12 เดือน การอักเสบจะลดลง แต่เส้นใยคอลลาเจนจะถูกทำลายและจัดเรียงตัวผิดปกติ กลายเป็นแผลเป็นฝ่อตัว (atrophic scar) ที่มีลักษณะสีขาว ซีด และผิวสัมผัสบุ๋มลงหรือย่น
ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ ได้แก่ การตั้งครรภ์ การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงวัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวอย่างกะทันหัน รวมถึงอิทธิพลของฮอร์โมนคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของผิว (Striae distensae: A literature review of treatment modalities and their clinical efficacy, Int. J. of Innovative Technologies in Social Science, 2025)
กลไกการทำงานของเลเซอร์ในการฟื้นฟูคอลลาเจน
กลไกหลักของเลเซอร์คือการส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis) โดยพลังงานเลเซอร์จะถูกดูดซับโดยน้ำและคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ ทำให้เกิดการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนทันทีและกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้ผลิตคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 รวมถึงจัดระเบียบเส้นใยอีลาสตินใหม่ ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นและหนาตัวขึ้น (Striae Distensae: Clinical Results and Evidence-Based Evaluation of a Novel 675 nm Laser Wavelength, Medicina, 2023)
รอยแตกลายสีแดงและสีขาว รักษาด้วยเลเซอร์ต่างกันอย่างไร
การรักษารอยแตกลายสีแดงและสีขาวมีความแตกต่างกันที่ชนิดของเลเซอร์ที่ใช้เพื่อตอบสนองต่อลักษณะทางพยาธิวิทยาที่ต่างกัน โดยรอยแตกลายสีแดง (Striae rubrae) ซึ่งอยู่ในระยะอักเสบและมีเส้นเลือดขยายตัว จะใช้เลเซอร์กลุ่มเส้นเลือด เช่น Pulsed Dye Laser (PDL) เพื่อลดความแดงและรอยโรค ในขณะที่รอยแตกลายสีขาว (Striae albae) ซึ่งเป็นระยะแผลเป็นฝ่อตัว จะเน้นการใช้เลเซอร์กลุ่มปรับสภาพผิว เช่น Fractional CO2 หรือ Picosecond Laser เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและปรับพื้นผิวที่บุ๋มลงให้เรียบเนียนขึ้น (Striae distensae: A literature review of treatment modalities and their clinical efficacy, Int. J. of Innovative Technologies in Social Science, 2025)
รอยแตกลายสีแดง (ระยะเริ่มต้น)
เลเซอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรอยแตกลายสีแดงคือ Pulsed Dye Laser (PDL) เนื่องจากสามารถทำลายหลอดเลือดที่ขยายตัวซึ่งเป็นสาเหตุของสีแดงได้อย่างแม่นยำ
เลเซอร์ชนิดนี้ (เช่น V-Beam) ทำงานโดยใช้ความยาวคลื่น 585-595 นาโนเมตร เพื่อจับกับออกซีฮีโมโกลบินในหลอดเลือด ช่วยลดความแดงและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวหนังแท้ไปพร้อมกัน โดยทั่วไปแนะนำให้รับการรักษาประมาณ 1-3 เซสชัน ห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้รอยจางลงและเรียบเนียนขึ้น (Treatment of striae rubra and striae alba with the 585-nm pulsed-dye laser, Dermatologic Surgery, 2003)
รอยแตกลายสีขาว (ระยะเรื้อรัง)
เลเซอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรอยแตกลายสีขาว (Striae albae) คือ Fractional CO₂ Laser หรือ Picosecond Laser เนื่องจากรอยในระยะนี้เป็นแผลเป็นที่ฝ่อตัวและขาดเส้นเลือด การรักษาจึงต้องเน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวที่ลึกขึ้น
- Fractional CO₂ Laser: ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) สำหรับรอยแตกลายสีขาว โดยจะสร้างความร้อนเพื่อทำลายเนื้อเยื่อแผลเป็นเก่าและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยให้ผิวที่บุ๋มดูตื้นขึ้นและเรียบเนียนขึ้นประมาณ 50–75% หลังการรักษาต่อเนื่อง (Striae distensae: A literature review of treatment modalities and their clinical efficacy, Int. J. of Innovative Technologies in Social Science, 2025)
- Picosecond Laser: ใช้พลังงานความเร็วสูงสร้างช่องว่างขนาดเล็กใต้ผิว (LIOB) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมโดยไม่สะสมความร้อนสูง จึงมีความปลอดภัยสูงสำหรับผู้ที่มีสีผิวเข้มและมีโอกาสเกิดรอยดำหลังทำน้อยกว่า (A comparative study of picosecond fractional 1064-nm Nd:YAG laser versus fractional 10,600-nm CO₂ laser in the treatment of abdominal striae alba, Journal of Cosmetic and Laser Therapy, 2025)
- จำนวนครั้งที่แนะนำ: โดยทั่วไปต้องทำประมาณ 3–6 เซสชัน เว้นระยะห่างทุก 4–8 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน (Management of stretch marks (with a focus on striae rubrae), Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2018)
ประเภทของเลเซอร์รอยแตกลาย แบบไหนดีที่สุด
PicoWay Laser (นวัตกรรม Picosecond)
PicoWay Laser เป็นนวัตกรรม Picosecond Laser ที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (Photoacoustic) เพื่อสร้างโพรงอากาศขนาดเล็กใต้ผิว (LIOB) ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก การรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงเนื้อสัมผัสและรอยบุ๋มของรอยแตกลายสีขาว (Striae alba) ได้ใกล้เคียงกับเลเซอร์ CO2 แต่มีข้อดีกว่าคือใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าและมีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำหลังทำ (PIH) ต่ำกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่มีสีผิวเข้ม เนื่องจากมีการสะสมความร้อนในเนื้อเยื่อน้อยกว่าเลเซอร์แบบเดิม (A comparative study of picosecond fractional 1064-nm Nd:YAG laser versus fractional 10,600-nm CO₂ laser in the treatment of abdominal striae alba, Journal of Cosmetic and Laser Therapy, 2025)
Fractional CO2 Laser
เลเซอร์ Fractional CO2 (10,600 nm) เป็นหนึ่งในมาตรฐานหลักสำหรับการรักษาผิวแตกลาย โดยเฉพาะรอยแตกลายสีขาวระยะเรื้อรัง (striae albae) เนื่องจากมีกลไกการทำงานที่ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นผิวเพื่อกำจัดเนื้อเยื่อพังผืดเก่าและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:
- กลไกการทำงาน: เลเซอร์จะปล่อยลำแสงขนาดเล็กจิ๋ว (microbeams) เพื่อทำให้เกิดแผลขนาดเล็กในชั้นผิว (micro-ablative columns) ซึ่งจะไปกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติและทำให้เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนและอีลาสติน
- ผลลัพธ์การรักษา: จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าการรักษาด้วย Fractional CO2 จำนวน 3-6 ครั้ง สามารถช่วยให้ลักษณะของรอยแตกลายดีขึ้นเฉลี่ย 50–75% โดยช่วยลดทั้งความกว้างและความลึกของรอยแตกลาย รวมถึงทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจน
- การพักฟื้น: หลังการรักษาผิวจะมีอาการแดงและบวมประมาณ 48-72 ชั่วโมง และจะเกิดสะเก็ดขนาดเล็ก (micro-crusts) ซึ่งจะหลุดลอกออกเองภายใน 7-14 วัน
- ข้อควรระวัง: ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม (Fitzpatrick IV-VI) มีความเสี่ยงที่จะเกิดรอยดำหลังการเลเซอร์ (PIH) ได้สูงกว่าปกติ จึงต้องใช้ค่าพลังงานที่เหมาะสมและดูแลผิวหลังทำอย่างเคร่งครัด (A comparative study of picosecond fractional 1064-nm Nd:YAG laser versus fractional 10,600-nm CO₂ laser in the treatment of abdominal striae alba, Journal of Cosmetic and Laser Therapy, 2025)
Pulse Dye Laser (V-Beam) สำหรับรอยแดง
Pulsed Dye Laser (PDL) เป็นเลเซอร์ที่เหมาะสำหรับรอยแตกลายระยะเริ่มต้นที่มีสีแดง (striae rubrae) โดยใช้ความยาวคลื่น 585–595 นาโนเมตร เพื่อทำลายหลอดเลือดที่ขยายตัวในชั้นผิวอย่างเฉพาะเจาะจง ช่วยลดความแดงและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นหนังแท้ส่วนบน อย่างไรก็ตาม เลเซอร์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพจำกัดสำหรับรอยแตกลายสีขาว (striae albae) เนื่องจากไม่มีหลอดเลือดให้จับเป็นเป้าหมายแล้ว (Treatment of striae rubra and striae alba with the 585-nm pulsed-dye laser, Dermatologic Surgery, 2003)
ตารางเปรียบเทียบจุดเด่นของเลเซอร์แต่ละชนิด
ตารางต่อไปนี้แสดงการเปรียบเทียบจุดเด่นและกลไกการทำงานของเลเซอร์ชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการรักษาผิวแตกลาย:
| ชนิดของเลเซอร์ | จุดเด่นและกลุ่มเป้าหมายหลัก | กลไกการทำงาน |
|---|---|---|
| Fractional CO₂ | มาตรฐานทองคำสำหรับรอยแตกลายสีขาว (Striae albae) ที่มีรอยบุ๋ม | ระเหยผิวเป็นจุดเล็กๆ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และจัดระเบียบเนื้อเยื่อแผลเป็น |
| Picosecond Laser | ปลอดภัยสำหรับผิวคล้ำ และมีระยะเวลาพักฟื้นสั้นมาก | ใช้พลังงานความเร็วสูงสร้างฟองอากาศขนาดเล็กในชั้นผิว (LIOB) เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนโดยไม่ใช้ความร้อนสูง |
| Pulsed Dye Laser (PDL) | มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับรอยแตกลายสีแดง (Striae rubrae) | จับกับเม็ดเลือดแดงเพื่อลดความแดงและอาการอักเสบในระยะเริ่มต้น |
| Non-ablative Fractional | เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีแผล หรือมีเวลาพักฟื้นน้อย | ส่งความร้อนลงลึกใต้ชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมโดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก |
| Excimer Laser | เน้นการปรับสีผิว ในรอยแตกลายสีขาวที่ซีดจาง | กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสี (Melanocytes) เพื่อให้รอยแตกลายกลับมามีสีใกล้เคียงกับผิวปกติ |
การเลือกใช้เลเซอร์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของรอยแตกลายและสีผิวของผู้เข้ารับการรักษา (Striae distensae: A literature review of treatment modalities and their clinical efficacy, Int. J. of Innovative Technologies in Social Science, 2025)
รีวิวขั้นตอนการทำเลเซอร์รอยแตกลาย เจ็บไหม และต้องทำกี่ครั้ง
ขั้นตอนการเตรียมตัวและขณะทำหัตถการ
ขั้นตอนการเตรียมตัวและขณะทำหัตถการเลเซอร์รอยแตกลายประกอบด้วยการประเมินสภาพผิว การทายาชา และการยิงเลเซอร์ตามความเหมาะสมของรอยโรค
การเตรียมตัวก่อนทำหัตถการ:
- การประเมินผิว: แพทย์จะตรวจวิเคราะห์ระยะของรอยแตกลาย (ระยะสีแดงหรือสีขาว) และประเมินประเภทผิวตามระบบ Fitzpatrick เพื่อเลือกค่าพลังงานที่ปลอดภัย
- การเตรียมผิว: ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มเรตินอยด์ก่อนทำ และอาจมีการทำความสะอาดผิวด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
- การระงับปวด: ทายาชาเฉพาะที่ (เช่น Lidocaine 5% หรือ EMLA) ทิ้งไว้ประมาณ 30–60 นาที เพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างทำ
ขณะทำหัตถการ:
- การป้องกัน: ผู้ป่วยและแพทย์ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาที่เหมาะสมกับความยาวคลื่นของเลเซอร์นั้นๆ
- กระบวนการยิงเลเซอร์: แพทย์จะยิงเลเซอร์ลงบนผิวในลักษณะเป็นจุดหรือตาราง (Scanning pattern) โดยใช้เวลาประมาณ 15–60 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่
- การจัดการความเจ็บปวด: อาจมีการใช้เครื่องเป่าลมเย็นหรือสเปรย์ทำความเย็นควบคู่ไปกับการยิงเลเซอร์เพื่อลดความร้อนและความรู้สึกเจ็บ
- การดูแลหลังทำทันที: หลังเสร็จสิ้นจะมีการประคบเย็นและทาขี้ผึ้งหรือเจลเพื่อปลอบประโลมผิว (A comparative study of picosecond fractional 1064-nm Nd:YAG laser versus fractional 10,600-nm CO₂ laser in the treatment of abdominal striae alba, Journal of Cosmetic and Laser Therapy, 2025)
ความรู้สึกระหว่างยิงเลเซอร์
ความรู้สึกระหว่างยิงเลเซอร์รักษาผิวแตกลายมักถูกอธิบายว่าเหมือนโดนหนังยางดีดหรือมีความรู้สึกร้อนจี๊ดบนผิวหนัง โดยระดับความเจ็บปวดจะแตกต่างกันไปตามประเภทของเลเซอร์ที่ใช้ ซึ่งเลเซอร์แบบ Fractional CO₂ มักมีคะแนนความเจ็บปวดเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 เต็ม 10 ในขณะที่เลเซอร์แบบ Non-ablative 1550 nm อาจมีคะแนนสูงกว่าเล็กน้อยที่ 5.4 เต็ม 10 เนื่องจากมีการสะสมความร้อนในชั้นผิวที่ลึกกว่า ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมักจะใช้ยาชาแบบทาและเครื่องเป่าลมเย็นเพื่อช่วยบรรเทาความไม่สบายตัวในระหว่างการรักษา (Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 2022)
ระยะเวลาที่เห็นผลและจำนวนครั้งที่แนะนำ
การรักษาด้วยเลเซอร์มักต้องทำประมาณ 3–6 ครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยจำนวนครั้งที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและประเภทของรอยแตกราย ซึ่งรอยแตกสีแดง (striae rubrae) มักตอบสนองได้เร็วกว่าและอาจเห็นผลใน 3 ครั้ง ในขณะที่รอยแตกสีขาว (striae albae) อาจต้องใช้ 5 ครั้งขึ้นไป ทั้งนี้การรักษาแต่ละครั้งควรเว้นระยะห่างประมาณ 4–8 สัปดาห์เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3–6 เดือนหลังจากจบคอร์สการรักษา (Striae distensae: A literature review of treatment modalities and their clinical efficacy, Int. J. of Innovative Technologies in Social Science, 2025)
การดูแลตัวเองหลังทำเลเซอร์รอยแตกลาย
วิธีดูแลผิวหลังเลเซอร์เพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
การดูแลผิวหลังเลเซอร์ที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาความสะอาด การเติมความชุ่มชื้น และการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
- การทำความสะอาด: เริ่มทำความสะอาดผิวอย่างเบามือในวันถัดไปโดยใช้น้ำเกลือหรือสบู่อ่อนๆ และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ
- การบำรุง: ทามอยส์เจอไรเซอร์หรือขี้ผึ้งเคลือบผิว (เช่น Petrolatum) เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันการเกิดสะเก็ดที่หนาเกินไป
- การป้องกันแสงแดด: หลีกเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ เนื่องจากผิวหลังเลเซอร์จะไวต่อแสงและเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำ (PIH)
- กิจกรรมที่ควรเลี่ยง: งดการออกกำลังกายหนัก การว่ายน้ำ ซาวน่า หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากเป็นเวลา 7-10 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการระคายเคือง
- การดูแลสะเก็ด: สำหรับเลเซอร์แบบมีแผล (Ablative) ห้ามแกะหรือดึงสะเก็ดเล็กๆ ออกเอง โดยปกติสะเก็ดจะหลุดลอกไปเองภายใน 7-14 วัน (Striae distensae: A literature review of treatment modalities and their clinical efficacy, Int. J. of Innovative Technologies in Social Science, 2025)
ข้อควรระวังหลังทำเลเซอร์
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดหลังทำเลเซอร์คือการหลีกเลี่ยงแสงแดดและการรักษาความชุ่มชื้นของผิว โดยมีรายละเอียดการดูแลตนเองดังนี้:
- การดูแลความสะอาด: ควรทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยนด้วยน้ำเกลือหรือสบู่อ่อนๆ และทามอยส์เจอไรเซอร์หรือขี้ผึ้ง (เช่น Petrolatum) เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและช่วยในการฟื้นฟูผิว
- การป้องกันแสงแดด: หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงและทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดรอยดำ (Hyperpigmentation)
- กิจกรรมที่ควรเลี่ยง: งดการออกกำลังกายหนัก การว่ายน้ำ การใช้ซาวน่า หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากเป็นเวลา 7-10 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการระคายเคือง
- การดูแลสะเก็ดผิว: ห้ามแกะหรือเกาบริเวณที่เป็นสะเก็ด (Micro-crusting) ซึ่งมักจะหลุดลอกออกเองภายใน 7-14 วัน
- ผลิตภัณฑ์ที่ควรหลีกเลี่ยง: งดใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) หรือกรดผลไม้ (AHA/BHA) ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังการรักษา (Laser therapy for stretch marks, American Society for Dermatologic Surgery, 2025)
เลเซอร์รอยแตกลาย ราคาเท่าไหร่
ราคาของการทำเลเซอร์รอยแตกลายมักอยู่ระหว่างประมาณ 10,000 ถึง 85,000 บาท ($300 – $2,500+) ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้และขนาดของบริเวณที่รักษา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคามีดังนี้:
- ประเภทของเลเซอร์: การใช้เลเซอร์แบบลอกผิว (Ablative) เช่น Fractional CO2 มักมีราคาสูงกว่าเลเซอร์แบบไม่ลอกผิว (Non-ablative) เนื่องจากความซับซ้อนในการดูแลหลังทำ
- ขนาดพื้นที่: การรักษารอยแตกลายเฉพาะจุดขนาดเล็กจะมีราคาถูกกว่าการรักษาบริเวณกว้าง เช่น หน้าท้องหรือสะโพกทั้งหมด
- จำนวนครั้ง: โดยทั่วไปต้องทำต่อเนื่องประมาณ 3–6 ครั้งเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งคลินิกส่วนใหญ่มักมีราคาแบบแพ็กเกจที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมลง
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม: อาจมีค่าธรรมเนียมการปรึกษา ค่ายาชา หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังการทำเลเซอร์เพิ่มเติม (What’s the cost of laser skin resurfacing for stretch marks?, Healthline, 2018)
เลือกคลินิกเลเซอร์รอยแตกลายที่ไหนดี ให้ปลอดภัยและคุ้มค่า
การเลือกคลินิกเลเซอร์รอยแตกลายควรพิจารณาสถานพยาบาลที่มี แพทย์ผิวหนังหรือศัลยแพทย์ตกแต่งที่เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์เป็นผู้ดูแล เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด
ปัจจัยสำคัญในการเลือกคลินิกมีดังนี้:
- ความเชี่ยวชาญของบุคลากร: ควรตรวจสอบว่าแพทย์มีประสบการณ์ในการรักษาภาวะรอยแตกลาย (Striae) และสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
- เทคโนโลยีที่หลากหลาย: คลินิกที่ดีควรมีเครื่องเลเซอร์หลายระบบ เช่น Fractional CO2 สำหรับรอยแตกลายสีขาว (Striae albae) หรือ Pulsed Dye Laser (PDL) สำหรับรอยแตกลายสีแดง (Striae rubrae) เพื่อให้สามารถปรับการรักษาได้ตามสภาพผิว
- ความสมเหตุสมผลของคำโฆษณา: ควรหลีกเลี่ยงคลินิกที่การันตีผลการรักษา 100% เนื่องจากเลเซอร์สามารถช่วยให้รอยจางลงได้ประมาณ 50-75% แต่ไม่สามารถทำให้หายไปได้อย่างสมบูรณ์
- มาตรฐานความปลอดภัย: คลินิกต้องมีอุปกรณ์ป้องกันดวงตาที่เหมาะสม มีคำแนะนำการดูแลหลังทำที่ชัดเจน และมีสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ
- ความคุ้มค่าของราคา: เปรียบเทียบราคาแพ็กเกจที่ครอบคลุมการรักษาต่อเนื่อง 3-6 ครั้ง ซึ่งมักจะคุ้มค่ากว่าการจ่ายรายครั้ง และควรสอบถามค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่ายาชาหรือครีมบำรุงหลังเลเซอร์ (Laser therapy for stretch marks, American Society for Dermatologic Surgery, 2025)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์ลดรอยแตกลาย (FAQ)
เลเซอร์รอยแตกลาย หายขาดถาวรไหม
การเลเซอร์รอยแตกลายไม่สามารถทำให้รอยหายขาดได้ 100% แต่ช่วยให้รอยจางลงและเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยผลลัพธ์ที่ได้มักจะคงอยู่ถาวรตราบเท่าที่ผิวหนังไม่ถูกยืดขยายอย่างรุนแรงอีกครั้ง เช่น จากการตั้งครรภ์ใหม่หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเลเซอร์จะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและจัดเรียงเส้นใยอีลาสตินใหม่ ทำให้รอยแตกลายที่เคยบุ๋มหรือกว้างดูตื้นขึ้นและมีสีที่ใกล้เคียงกับผิวปกติมากขึ้น โดยทั่วไปต้องทำต่อเนื่องประมาณ 3-6 ครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน (American Society for Dermatologic Surgery, 2025)
รอยแตกลายที่เป็นมานานหลายปี รักษาได้ไหม
รอยแตกลายที่เป็นมานานหลายปีสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ แต่ไม่สามารถกำจัดให้หายไปได้ 100% โดยเลเซอร์กลุ่ม Fractional CO₂ และ Picosecond Laser ถือเป็นมาตรฐานหลักในการรักษาเนื่องจากสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และปรับสภาพผิวที่ฝ่อตัว (striae albae) ให้เรียบเนียนและหนาตัวขึ้น ซึ่งผลการศึกษาระบุว่าการรักษาด้วยเลเซอร์ Fractional CO₂ ประมาณ 3–6 ครั้ง สามารถช่วยให้ลักษณะของรอยแตกลายดีขึ้นได้เฉลี่ย 50–75% ในขณะที่รอยแตกลายสีขาวที่คงตัวมานานอาจเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนน้อยกว่ารอยแตกลายระยะเริ่มต้น (Striae distensae: A literature review of treatment modalities and their clinical efficacy, Int. J. of Innovative Technologies in Social Science, 2025)
หลังทำเลเซอร์ ผิวจะบางลงไหม
การทำเลเซอร์เพื่อรักษาผิวแตกลายไม่ทำให้ผิวบางลง แต่ในทางกลับกันจะช่วยให้ผิวหนังแท้หนาตัวขึ้นและแข็งแรงกว่าเดิม เนื่องจากการใช้เลเซอร์ที่เหมาะสมจะกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินใหม่ในชั้นผิว แม้ว่าในช่วงแรกหลังทำเลเซอร์แบบลอกผิว (Ablative laser) ผิวชั้นนอกอาจจะดูบางลงชั่วคราวเนื่องจากถูกกำจัดออกไปบางส่วน แต่ผิวจะเร่งซ่อมแซมตัวเองจนกลับมามีความหนาปกติหรือหนาขึ้นกว่าเดิมภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้ผิวบริเวณที่เคยเป็นรอยแตกลายมีความยืดหยุ่นและเรียบเนียนขึ้นในระยะยาว (Laser Skin Resurfacing, Cleveland Clinic, 2024)

