ร่องน้ำตา (Tear Trough) คืออะไร? เจาะลึกสาเหตุและวิธีแก้ร่องใต้ตาลึกให้กลับมาสดใส

ร่องน้ำตาคือร่องลึกใต้ตาที่เชื่อมระหว่างเปลือกตาล่างกับแก้ม ซึ่งเกิดจากโครงสร้างกระดูกและการสูญเสียปริมาตรตามวัย และบทความนี้อธิบายสาเหตุพร้อมวิธีแก้ไขให้ใต้ตากลับมาสดใส
ร่องน้ำตาและเบ้าตาลึกคืออะไร
ร่องน้ำตาคือร่องลึกที่เชื่อมระหว่างเปลือกตาล่างกับแก้ม ในขณะที่เบ้าตาลึกคือลักษณะที่ลูกตาทั้งหมดอยู่ลึกเข้าไปในเบ้าตา ร่องน้ำตาเป็นร่องหรือแอ่งที่เกิดจากการยึดของเส้นเอ็นและการสูญเสียปริมาตรไขมัน ทำให้เกิดเงาใต้ตาและดูเหนื่อยล้า ส่วนเบ้าตาลึกเป็นลักษณะโครงสร้างโดยรวมที่มักเป็นกรรมพันธุ์ ซึ่งทำให้ดวงตาดูยุบตัวลึกเข้าไปและกระดูกคิ้วดูโดดเด่นกว่าปกติ
ลักษณะของร่องน้ำตาลึกและตาโหลที่สังเกตได้
ร่องน้ำตาลึกมีลักษณะเป็นร่องหรือแอ่งบุ๋มใต้ตา ซึ่งทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าหรือแก่กว่าวัย โดยทั่วไปจะปรากฏเป็นเงาหรือรอยคล้ำรูปโค้งใต้หัวตาด้านใน ซึ่งเกิดจากการที่แสงตกกระทบลงไปในร่องลึก ผิวหนังบริเวณดังกล่าวอาจมีรอยคล้ำใต้ตา ซึ่งเป็นผลมาจากเงาและผิวที่บางจนเห็นเส้นเลือดด้านล่าง ภาวะนี้สามารถพบได้แม้ในคนหนุ่มสาวที่มีลักษณะโครงหน้าบางอย่าง เช่น เบ้าตาลึกแต่กำเนิด (Eyewiki, 2025)
ความแตกต่างระหว่างร่องน้ำตาและถุงใต้ตา
ร่องน้ำตาคือรอยบุ๋มหรือร่องลึก ในขณะที่ถุงใต้ตาคือการนูนหรือบวมของเนื้อเยื่อ ร่องน้ำตาเป็นร่องลึกที่พาดจากหัวตาไปยังกลางตาซึ่งเกิดจากการสูญเสียปริมาตรหรือการยึดของเส้นเอ็น ในทางกลับกัน ถุงใต้ตาเกิดจากการที่ไขมันในเบ้าตานูนออกมาหรือเกิดการบวมน้ำ ทำให้ใต้ตาดูบวมและเป็นถุง ในหลายกรณี ทั้งสองอย่างสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ โดยมีถุงไขมันนูนอยู่เหนือร่องน้ำตาที่บุ๋มลงไป
ร่องน้ำตาและใต้ตาลึกเกิดจากอะไร
สาเหตุจากโครงสร้างกระดูกและอายุที่เพิ่มขึ้น
สาเหตุหลักของการเกิดร่องน้ำตาคือโครงสร้างกระดูกใบหน้าและการเปลี่ยนแปลงตามวัย โครงสร้างกระดูก เช่น ขอบเบ้าตาด้านล่างที่ยุบตัวหรือตื้น และโหนกแก้มที่แบน ทำให้เนื้อเยื่อใต้ตาขาดการรองรับและเห็นร่องลึกได้ง่าย ส่วนการเปลี่ยนแปลงตามวัยทำให้ร่องน้ำตาลึกขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่:
- การสูญเสียปริมาตร: ไขมันใต้ตาและแก้มลดลงและเคลื่อนตัวต่ำลง
- ความหย่อนคล้อยของเอ็นยึดผิว: เอ็นที่ยึดผิวหนังไว้กับกระดูกหย่อนยานลง
- ผนังกั้นเบ้าตาอ่อนแอ: ทำให้ไขมันปูดออกมาเป็นถุงใต้ตา ซึ่งเน้นให้ร่องลึกขึ้น
- ผิวหนังบางลง: ผิวสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น
- การสลายของกระดูก: กระดูกเบ้าตากร่อนและขยายใหญ่ขึ้น ทำให้การรองรับเนื้อเยื่อลดลง (Characteristics and age-related changes in orbital fat protrusion in east asians: A retrospective 3d ct study, Aesthetic Surgery Journal Open Forum, 2025)
พฤติกรรมที่ทำให้เกิดรอยขีดใต้ตาและขอบตาลึก
พฤติกรรมที่ทำให้ร่องลึกใต้ตาชัดเจนขึ้น ได้แก่ การนอนหลับไม่เพียงพอ การขยี้ตา การสูบบุหรี่ การเผชิญแสงแดด และการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมเหล่านี้มักเป็นการกระตุ้นให้ร่องลึกที่มีอยู่เดิมตามโครงสร้างทางกายวิภาคดูเด่นชัดขึ้นมากกว่าเป็นสาเหตุโดยตรง
- การนอนหลับ: การนอนน้อยหรือนอนคว่ำหน้าทำให้เกิดการบวมและของเหลวคั่งใต้ตา ซึ่งเน้นให้ร่องลึกดูชัดขึ้น
- การขยี้ตา: การขยี้ตาบ่อยๆ จากภูมิแพ้หรือนิสัยส่วนตัว ทำให้ผิวหนังบางๆ ใต้ตาหย่อนคล้อยและเกิดรอยคล้ำจากเส้นเลือดฝอยที่คั่ง
- การสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวบางลงและเกิดริ้วรอยก่อนวัย
- การเผชิญแสงแดด: รังสียูวีทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนัง ทำให้ผิวใต้ตาที่บางอยู่แล้วหย่อนคล้อยและเกิดรอยคล้ำได้ง่าย
- อาหารและการดื่มน้ำ: การรับประทานอาหารรสเค็มจัดทำให้เกิดอาการบวม ในขณะที่การขาดน้ำทำให้ตาดูโหลและลึกขึ้น
- การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว: การสูญเสียไขมันบนใบหน้าอย่างรวดเร็วทำให้ไขมันบริเวณแก้มและใต้ตาลดลง ส่งผลให้ร่องลึกชัดเจนขึ้น (Mayo Clinic, 2024)
วิธีแก้ร่องใต้ตาลึกและรักษาขอบตาลึกเบื้องต้น
การแก้ปัญหาร่องใต้ตาลึกเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ใช้สกินแคร์ที่เหมาะสม และใช้เทคนิคการแต่งหน้าเพื่ออำพราง อย่างไรก็ตาม วิธีเหล่านี้เป็นการดูแลเพื่อบรรเทาหรือช่วยให้ร่องลึกดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้
วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นมีดังนี้
- การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์: นอนหลับให้เพียงพอและหนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้นเพื่อลดอาการบวม, ทาครีมกันแดดและสวมแว่นกันแดดเป็นประจำ, ควบคุมอาการภูมิแพ้เพื่อลดการขยี้ตา และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด
- การใช้สกินแคร์: เลือกใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาที่มีส่วนผสมช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและปรับปรุงคุณภาพผิว เช่น เรตินอล (Retinol), วิตามินซี (Vitamin C), ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) และคาเฟอีน (Caffeine) ส่วนผสมเหล่านี้ช่วยให้ผิวดูดีขึ้น แต่ไม่สามารถเติมเต็มร่องลึกได้
- การแต่งหน้าเพื่ออำพราง: ใช้คอลเลอร์คอร์เรคเตอร์ (Color Corrector) โทนสีพีชหรือส้มเพื่อปรับสีคล้ำ จากนั้นใช้คอนซีลเลอร์ (Concealer) ที่สว่างกว่าสีผิวหนึ่งเฉดทาบริเวณร่องลึกเพื่อช่วยให้ดูตื้นขึ้น
- การประคบเย็น: การใช้ความเย็นประคบบริเวณใต้ตาสามารถช่วยลดอาการบวมและทำให้รอยคล้ำดูจางลงได้ชั่วคราว
สำหรับผู้ที่มีปัญหาร่องใต้ตาลึกอย่างชัดเจน การรักษาทางการแพทย์ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ หรือการผ่าตัด จะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า (A review of the efficacy of popular eye cream ingredients, International Journal of Women’s Dermatology, 2024)
วิธีแก้ร่องใต้ตาลึกแบบธรรมชาติด้วยตัวเอง
การแก้ปัญหาร่องใต้ตาลึกด้วยวิธีธรรมชาติที่บ้านสามารถช่วยปรับปรุงลักษณะภายนอกได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ไขการสูญเสียปริมาตรเชิงโครงสร้างได้ วิธีการเหล่านี้เน้นไปที่การลดอาการบวม ปรับปรุงคุณภาพผิว และลดรอยคล้ำ ซึ่งจะช่วยให้ร่องลึกดูเด่นชัดน้อยลง
- การประคบเย็นและการนวด: ใช้ช้อนแช่เย็นหรือเจลเย็นประคบเพื่อลดอาการบวมและทำให้หลอดเลือดหดตัว การนวดเบาๆ บริเวณใต้ตาสามารถช่วยกระตุ้นการระบายน้ำเหลืองและลดอาการบวมในตอนเช้าได้
- การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์:
- การนอนหลับ: นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมง และนอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้นเพื่อป้องกันการสะสมของของเหลว
- อาหารและการดื่มน้ำ: ดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพื่อลดอาการบวม
- การป้องกันแสงแดด: ทาครีมกันแดดและสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันการเสื่อมของคอลลาเจนและผิวคล้ำ
- การจัดการภูมิแพ้: รักษาอาการภูมิแพ้เพื่อลดการขยี้ตา ซึ่งเป็นสาเหตุของรอยคล้ำและริ้วรอย
- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (อายครีม): แม้จะไม่สามารถเติมเต็มร่องลึกได้ แต่ส่วนผสมบางชนิดสามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพผิวได้ เช่น
- เรตินอยด์ (Retinoids): กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความหนาของผิว
- คาเฟอีน (Caffeine): ช่วยลดอาการบวมและรอยคล้ำจากการคั่งของหลอดเลือด
- วิตามินซี (Vitamin C) และไนอะซินาไมด์ (Niacinamide): ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและลดเลือนรอยคล้ำ (A review of the efficacy of popular eye cream ingredients, International Journal of Women’s Dermatology, 2024)
การใช้ครีมบำรุงและอายครีมลดริ้วรอยใต้ตา
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเฉพาะที่ เช่น อายครีม ไม่สามารถเติมเต็มร่องลึกใต้ตาที่เกิดจากการสูญเสียปริมาตรได้ แต่สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพผิว ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ และความหมองคล้ำได้ ซึ่งทำให้ร่องลึกดูเด่นชัดน้อยลง ส่วนผสมสำคัญที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าอาจช่วยได้ ได้แก่
- เรตินอยด์ (Retinoids): กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหนาขึ้นและลดเลือนริ้วรอย
- วิตามินซี (Vitamin C): เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและสร้างคอลลาเจน
- ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide): ปรับปรุงเรื่องสีผิวและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว
- เปปไทด์ (Peptides): ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว
- คาเฟอีน (Caffeine): ช่วยลดอาการบวมและอาจลดรอยคล้ำจากการหดตัวของหลอดเลือด
- กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid): ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวชั้นนอก ทำให้ริ้วรอยจากความแห้งกร้านดูตื้นขึ้นชั่วคราว
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เน้นการดูแลที่ผิวชั้นนอกเป็นหลัก จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาร่องลึกที่เกิดจากโครงสร้างได้ (A review of the efficacy of popular eye cream ingredients, International Journal of Women’s Dermatology, 2024)
การรักษาร่องน้ำตาลึกด้วยหัตถการทางการแพทย์
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเติมเต็มร่องลึก
การฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีทางการแพทย์อันดับแรกสำหรับแก้ไขปัญหาร่องลึกใต้ตา โดยจะใช้สารไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid: HA) ซึ่งเป็นเจลที่ช่วยเติมเต็มปริมาตรที่หายไป ทำให้รอยต่อระหว่างเปลือกตาล่างกับแก้มดูเรียบเนียนขึ้น
แพทย์จะฉีดฟิลเลอร์ในชั้นลึกเหนือกระดูกเบ้าตาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและเห็นผลได้ทันทีว่าร่องลึกดูตื้นขึ้น ผลลัพธ์โดยทั่วไปอยู่ได้นานประมาณ 9-12 เดือน แต่เนื่องจากเป็นบริเวณที่ละเอียดอ่อน จึงจำเป็นต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง เช่น อาการบวม หรือเห็นฟิลเลอร์เป็นสีฟ้าอมเทา (Tyndall effect) (Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 2014)
การใช้เลเซอร์และเทคโนโลยียกกระชับรอบดวงตา
การใช้เลเซอร์และเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานจะช่วยปรับปรุงคุณภาพผิวและความกระชับเป็นหลัก แต่ไม่สามารถเติมเต็มร่องลึกใต้ตาได้โดยตรง
เทคโนโลยีเหล่านี้ทำงานโดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวหนัง ซึ่งช่วยให้ผิวรอบดวงตากระชับขึ้น ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ และปรับปรุงสภาพผิวโดยรวมให้ดีขึ้น ประเภทที่นิยมใช้ ได้แก่
- Fractional Laser: ช่วยผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่นและเรียบเนียนขึ้น
- คลื่นวิทยุ (Radiofrequency – RF): ส่งพลังงานความร้อนลงไปใต้ผิวเพื่อกระชับผิวและลดความหย่อนคล้อย
- คลื่นวิทยุแบบมีเข็ม (Microneedling RF): เป็นการผสมผสานระหว่างการใช้เข็มขนาดเล็กกับคลื่นวิทยุเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวที่ลึกขึ้น
การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของผิวหนังหรือริ้วรอย แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาร่องลึกที่เกิดจากการสูญเสียปริมาตรได้ จึงมักใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์หรือการผ่าตัด (Tear trough deformity, Eyewiki, 2025)
รักษาร่องน้ำตาเองได้ไหม หรือควรปรึกษาแพทย์
การดูแลร่องน้ำตาด้วยตนเองสามารถทำได้เพื่อบรรเทาปัญหาเบื้องต้น แต่หากร่องลึกชัดเจนจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ตรงจุด วิธีดูแลตนเอง เช่น การประคบเย็น การพักผ่อนให้เพียงพอ การใช้สกินแคร์สำหรับรอบดวงตา และการใช้เครื่องสำอางช่วยพราง สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพผิว ลดอาการบวม และปกปิดร่องน้ำตาได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาร่องลึกที่เกิดจากการสูญเสียปริมาตรได้
ดังนั้น หากร่องน้ำตาลึกจนการดูแลตัวเองไม่ได้ผล หรือมีถุงใต้ตาร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้โดยตรง เช่น การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็ม หรือการผ่าตัด ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนานกว่า (A review of the efficacy of popular eye cream ingredients, International Journal of Women’s Dermatology, 2024)
การดูแลตัวเองหลังการรักษาและวิธีป้องกันร่องน้ำตา
การปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอการเกิดร่องลึก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์สามารถช่วยชะลอการเกิดร่องลึกใต้ตาได้ โดยเน้นการป้องกันปัจจัยที่เร่งให้ผิวเสื่อมสภาพและสูญเสียปริมาตร
พฤติกรรมที่ช่วยชะลอการเกิดร่องลึกใต้ตา ได้แก่
- การนอนหลับ: นอนหลับให้เพียงพอและนอนหงายโดยหนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้น เพื่อลดการคั่งของของเหลว
- การป้องกันแสงแดด: ทาครีมกันแดดและสวมแว่นกันแดดเป็นประจำ เพื่อป้องกันการเสื่อมของคอลลาเจน
- การควบคุมภูมิแพ้: รักษาอาการภูมิแพ้และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา ซึ่งทำให้ผิวหนังช้ำและเกิดรอยคล้ำ
- การงดสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่ทำลายคอลลาเจนและเร่งให้ผิวแก่ก่อนวัย
- อาหารและการดื่มน้ำ: ดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและอาการบวม
- การดูแลผิวอย่างอ่อนโยน: หลีกเลี่ยงการดึงหรือถูผิวหนังบริเวณรอบดวงตาแรงๆ โดยเฉพาะขณะเช็ดเครื่องสำอาง (A review of the efficacy of popular eye cream ingredients, International Journal of Women’s Dermatology, 2024)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับร่องน้ำตา
ฉีดฟิลเลอร์ร่องน้ำตาอยู่ได้นานไหม
โดยเฉลี่ยแล้ว ฟิลเลอร์ร่องน้ำตาจะให้ผลลัพธ์นานประมาณ 9 ถึง 12 เดือน อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยบางคนอาจเห็นผลนานถึง 18 เดือน ในขณะที่บางคนอาจต้องเติมฟิลเลอร์ซ้ำใน 6-8 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การเผาผลาญของร่างกายและชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ (Improvement of tear trough by monophasic hyaluronic acid and calcium hydroxylapatite, Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 2014)
ร่องน้ำตาลึกแก้ไขถาวรได้หรือไม่
ร่องน้ำตาลึกสามารถแก้ไขให้ได้ผลลัพธ์ที่ถาวรหรือยาวนาน โดยใช้วิธีการผ่าตัดเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการแก้ไขที่ชัดเจนและให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานหลายปี
วิธีการผ่าตัดที่ให้ผลลัพธ์ถาวร ได้แก่
- การผ่าตัดเปลือกตาล่าง (Lower Blepharoplasty): ศัลยแพทย์จะทำการจัดเรียงไขมันจากถุงใต้ตาใหม่เพื่อเติมเต็มร่องลึก หรือตัดไขมันและผิวหนังส่วนเกินออกไป ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นานหลายปี
- การฉีดไขมันตัวเอง (Fat Grafting): เป็นการย้ายเซลล์ไขมันของคนไข้เองมาเติมเต็มร่องน้ำตา โดยไขมันที่ปลูกถ่ายสำเร็จจะคงอยู่ได้อย่างถาวร
วิธีการเหล่านี้แตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์ซึ่งให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวและต้องทำซ้ำเป็นระยะ (One-point tear trough correction, The PMFA Journal, 2019)

