Skip to content

TEL : 081-841-5075, 02-258-4050

Facebook Instagram YouTube
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมดExpand
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิวExpand
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera Prime
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความExpand
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทยExpand
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
Consult a Doctor
Lifting

Emface คืออะไร? นวัตกรรมยกกระชับหน้าและดึงกล้ามเนื้อใหม่ล่าสุด

Byadmin มีนาคม 11, 2026
By แพทย์หญิงนัชชนก หุ่นวิจิตร Updated on มีนาคม 11, 2026
✦ Medically reviewed by  นายแพทย์เลอพงษ์ กรุดเงิน
EMFACE

EMFACE is a non-surgical technology that combines Synchronized RF and HIFES to lift facial structures and reduce wrinkles by stimulating collagen and strengthening elevator muscles over four sessions.

Table of Contents

Toggle
  • โปรแกรม Emface คืออะไร และช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าได้อย่างไร?
  • เจาะลึกเทคโนโลยี HIFES และ Synchronized RF ในเครื่อง Emface
    • HIFES (High-Intensity Facial Electrical Stimulation) การกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า
    • Synchronized RF การฟื้นฟูชั้นผิวและกระตุ้นคอลลาเจน
    • ความแตกต่างระหว่าง Emface กับการทำ HIFU หรือ Ulthera
  • ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Emface และประสิทธิภาพในการยกกระชับ
    • การยกคิ้วและลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก
    • การยกกระชับแก้มและปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวย
    • Emface Eyes นวัตกรรมใหม่เพื่อการดูแลผิวรอบดวงตา
  • 4 ตำแหน่งการรักษาด้วย Emface ครอบคลุมทุกจุดของใบหน้า
  • ใครที่เหมาะกับการทำ Emface และควรเตรียมตัวอย่างไร?
    • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยแต่ไม่ต้องการผ่าตัดดึงหน้า
    • ข้อดีของการยกกระชับหน้าแบบ Non-Invasive ไม่ใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น
  • เปรียบเทียบความคุ้มค่าและรีวิวผลลัพธ์หลังทำ Emface
    • Emface ราคาเท่าไหร่ และต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน?
    • รีวิวจากผู้ใช้จริงและผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงหลังทำ
  • ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ Emface
    • ใครบ้างที่ไม่ควรทำ Emface และข้อห้ามที่สำคัญ
    • การดูแลตัวเองหลังทำเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานที่สุด
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Emface (FAQs)
    • ทำ Emface เจ็บไหม และใช้เวลานานเท่าไหร่ในแต่ละครั้ง?
    • Emface กับ Ulthera แบบไหนยกหน้าชัดกว่ากัน?
    • ทำ Emface ที่ไหนดี วิธีเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและใช้เครื่องแท้

โปรแกรม Emface คืออะไร และช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าได้อย่างไร?

Emface คือเครื่องแรกในโลกที่ผสมผสานเทคโนโลยี Synchronized RF และ HIFES เข้าด้วยกัน เพื่อยกกระชับใบหน้าแบบไม่ผ่าตัดครอบคลุมทุกชั้นโครงสร้าง ได้แก่ ผิว (Skin) → ชั้นไขมัน (Fat) → ชั้น SMAS → กล้ามเนื้อมัดยก (Muscle) ซึ่งแตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นที่มักทำงานเพียง 1–2 ชั้น โดยมีกลไกหลัก 2 ประการ ดังนี้:

  • Synchronized RF (คลื่นวิทยุ): ส่งพลังงานความร้อนอุณหภูมิ 40–42 องศาเซลเซียสครอบคลุมทุกชั้น ตั้งแต่ผิว (Skin) ชั้นไขมัน (Fat) ไปถึงชั้น SMAS กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ในทุกระดับ ช่วยให้ผิวแน่นกระชับและริ้วรอยจางลง
  • HIFES (High-Intensity Facial Electrical Stimulation): กระตุ้นเส้นประสาทสั่งการ (Motor neurons) ที่ควบคุมกล้ามเนื้อมัดยก (Elevator muscles) เช่น กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) และกล้ามเนื้อโหนกแก้ม (Zygomaticus) ให้เกิดการหดเกร็งระดับ Supramaximal contraction ประมาณ 75,000 ครั้งต่อเซสชัน 20 นาที ส่งผลให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นและใบหน้ายกกระชับจากภายใน

โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 4 ครั้ง ห่างกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนในช่วงประมาณ 3 เดือนหลังจบการรักษา

เจาะลึกเทคโนโลยี HIFES และ Synchronized RF ในเครื่อง Emface

HIFES (High-Intensity Facial Electrical Stimulation) การกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า

HIFES คือเทคโนโลยีการกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยไฟฟ้าความเข้มข้นสูงที่ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อประมาณ 75,000 ครั้งต่อการรักษา 20 นาที โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • กลไกการทำงาน: กระตุ้นเส้นประสาทสั่งการ (Motor neurons) ที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อมัดยกใบหน้า (Elevator muscles) ได้แก่ frontalis (หน้าผาก) และ zygomaticus/risorius (โหนกแก้มและมุมปาก) ให้เกิดการหดเกร็งระดับ Supramaximal contraction ซึ่งเกินกว่าที่กล้ามเนื้อจะหดได้เองตามธรรมชาติ
  • การทำงานร่วมกัน: มักใช้ควบคู่กับเทคโนโลยี Synchronized RF ซึ่งจะปล่อยความร้อนที่อุณหภูมิ 40–42 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง
  • ผลลัพธ์ทางคลินิก: เมื่อ HIFES ทำงานร่วมกับ Synchronized RF พิสูจน์ให้เห็นว่าเกิดเส้นใยกล้ามเนื้อใหม่ (Myogenesis) และเพิ่มความหนาของเส้นใยกล้ามเนื้อเดิม ส่งผลให้ muscle tone เพิ่มขึ้น 30% นอกจากนี้ยังเพิ่มความหนาของกล้ามเนื้อ zygomaticus major จาก 2.06 เป็น 2.80 มม. และสัญญาณ EMG (การทำงานของกล้ามเนื้อ) ขึ้น 39.3%
  • ขั้นตอนการรักษา: โดยทั่วไปจะทำทั้งหมด 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ โดยแต่ละเซสชันใช้เวลาประมาณ 20 นาที และไม่ต้องพักฟื้น (RealSelf, 2023)

Synchronized RF การฟื้นฟูชั้นผิวและกระตุ้นคอลลาเจน

เทคโนโลยี Synchronized RF ส่งพลังงานความร้อนอุณหภูมิ 40–42 องศาเซลเซียสครอบคลุมทุกชั้นของใบหน้า ตั้งแต่ผิวหนังแท้ (Skin/Dermis) ชั้นไขมัน (Subcutaneous Fat) ไปจนถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่พร้อมกันในทุกระดับ

รายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการฟื้นฟูผิวด้วยเทคโนโลยีนี้มีดังนี้:

  • กลไกการทำงาน: พลังงานความร้อนจะกระตุ้นกระบวนการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจน (Collagen Remodeling) และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  • ผลลัพธ์จากการศึกษา: ข้อมูลระบุว่าสามารถเพิ่มคอลลาเจนได้ 26% และเพิ่มอีลาสตินได้ถึง 129% ซึ่งช่วยลดเลือนริ้วรอยและทำให้ผิวแน่นกระชับขึ้น
  • การทำงานร่วมกัน: เทคโนโลยีนี้มักใช้ควบคู่กับ HIFES ซึ่งเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า เพื่อให้เกิดการยกกระชับทั้งจากชั้นผิวและโครงสร้างกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน

ความแตกต่างระหว่าง Emface กับการทำ HIFU หรือ Ulthera

ความแตกต่างหลักอยู่ที่เทคโนโลยีที่ใช้ โดย Emface ใช้การผสมผสานระหว่างคลื่นวิทยุ (RF) และการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า (HIFES) ในขณะที่ HIFU หรือ Ulthera ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง รายละเอียดความแตกต่างมีดังนี้:

  • กลไกการทำงาน:
    • Emface: ทำงานร่วมกันระหว่าง Synchronized RF เพื่อให้ความร้อนแก่ผิวชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน และ HIFES ที่ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าเกิดการหดตัวประมาณ 75,000 ครั้งต่อเซสชัน เพื่อยกกระชับโครงสร้างกล้ามเนื้อ
    • HIFU / Ulthera (MFU-V): ใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบรวมจุด (Microfocused Ultrasound) สร้างจุดความร้อนที่ความลึกเฉพาะเจาะจงเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และการกระชับตัวของเนื้อเยื่อ โดยไม่ได้เน้นการฝึกกล้ามเนื้อใบหน้า
  • อุณหภูมิและเป้าหมาย:
    • Emface ให้ความร้อนที่ผิวประมาณ 40–42°C เน้นการยกกระชับผ่านกล้ามเนื้อและผิวหนัง
    • HIFU / Ulthera ให้ความร้อนสูงถึง 65–75°C เพื่อสร้างจุดแข็งตัวของความร้อน (Thermal Coagulation Points) เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยน้อยถึงปานกลางที่ต้องการเน้นการตึงตัวของผิว
  • ประสบการณ์ระหว่างทำ: Emface มักถูกอธิบายว่าให้ความรู้สึกอุ่นและกล้ามเนื้อขยับ โดยไม่มีช่วงเวลาพักฟื้น (No downtime) ในขณะที่ Ulthera อาจใช้เวลาทำนานกว่า (60–90 นาที) และอาจมีความรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บมากกว่าในบางราย

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Emface และประสิทธิภาพในการยกกระชับ

การยกคิ้วและลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก

Emface สามารถช่วยยกคิ้วและลดริ้วรอยบริเวณหน้าผากได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยี Synchronized RF และ HIFES

รายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาบริเวณส่วนบนของใบหน้ามีดังนี้:

  • ผลลัพธ์การยกคิ้ว: จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างพบว่าการรักษา 4 ครั้ง ช่วยให้คิ้วยกสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2.27 ถึง 3.18 มิลลิเมตร โดยเห็นผลชัดเจนทั้งบริเวณหัวคิ้ว จุดกลางคิ้ว และหางคิ้ว
  • การลดริ้วรอย: ช่วยปรับปรุงริ้วรอยบริเวณหน้าผากและรอยตีนกา (Lateral canthal lines) ให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • กลไกการทำงาน: ใช้คลื่นวิทยุ (RF) ให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 40–42 องศาเซลเซียสเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ควบคู่กับการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า (HIFES) เพื่อเพิ่มแรงยกของกล้ามเนื้อส่วนดึงขึ้น (Elevator muscles) เช่น กล้ามเนื้อ Frontalis
  • ระยะเวลาและจำนวนครั้ง: โปรโตคอลมาตรฐานคือการรักษา 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ โดยแต่ละเซสชันใช้เวลาประมาณ 20 นาที และไม่มีระยะเวลาพักฟื้น

การยกกระชับแก้มและปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวย

Emface ช่วยยกกระชับใบหน้าและเพิ่มวอลลุ่มบริเวณแก้มผ่านการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยี Synchronized RF และ HIFES

การรักษาด้วยวิธีนี้มีรายละเอียดและผลลัพธ์ที่สำคัญดังนี้:

  • กลไกการทำงาน: ใช้คลื่นวิทยุ (RF) ปล่อยความร้อนที่อุณหภูมิ 40–42°C เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ควบคู่กับการใช้กระแสไฟฟ้า (HIFES) กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าส่วนที่ทำหน้าที่ดึงยก (Elevator muscles) เช่น กล้ามเนื้อ zygomaticus ทำให้เกิดการหดตัวประมาณ 75,000 ครั้งต่อเซสชัน
  • ผลลัพธ์บริเวณแก้มและใบหน้าส่วนกลาง: จากการศึกษาพบว่าความหนาของกล้ามเนื้อ zygomaticus major เพิ่มขึ้นจาก 2.06 เป็น 2.80 มม. และมีปริมาตรใบหน้าส่วนกลางเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.43 ลูกบาศก์เซนติเมตร หลังการรักษา 24 สัปดาห์
  • การลดไขมันใต้คาง: สำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวชัดขึ้น ผลการศึกษาในส่วน submental (ใต้คาง) พบว่าสามารถลดปริมาณไขมันได้ถึง 30.37% ภายใน 3 เดือน
  • ขั้นตอนการรักษา: โปรโตคอลมาตรฐานประกอบด้วยการทำ 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ โดยแต่ละครั้งใช้เวลา 20 นาที และไม่ต้องพักฟื้น

Emface Eyes นวัตกรรมใหม่เพื่อการดูแลผิวรอบดวงตา

Emface Eyes เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดถุงใต้ตา ริ้วรอยหางตา และรอยคล้ำรอบดวงตาโดยไม่ต้องผ่าตัด

นวัตกรรมนี้ทำงานผ่านกลไกหลักที่ช่วยฟื้นฟูผิวและโครงสร้างรอบดวงตา ดังนี้:

  • การลดถุงใต้ตาและริ้วรอย: ข้อมูลระบุว่าสามารถลดปริมาตรถุงใต้ตาได้ประมาณ 1.4 มล. และลดริ้วรอยตีนกา (Crow’s feet) ได้ 28%
  • การปรับปรุงรอยคล้ำ: ช่วยลดความหมองคล้ำใต้ตาได้ถึง 64%
  • การเสริมสร้างโครงสร้างผิว: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น 36% และเพิ่มอีลาสติน (Elastin) เป็นสองเท่า เพื่อความยืดหยุ่นของผิว
  • ความสะดวกในการรักษา: เป็นวิธีการที่ไม่ต้องพักฟื้นและไม่มีการใช้เข็ม

4 ตำแหน่งการรักษาด้วย Emface ครอบคลุมทุกจุดของใบหน้า

Emface รองรับการรักษาทั้งหมด 4 ตำแหน่งหลักบนใบหน้า ครอบคลุมตั้งแต่หน้าผากถึงเหนียง เพื่อยกกระชับโครงสร้างใบหน้าได้อย่างครบถ้วน แต่ละตำแหน่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • 1. หน้าผาก (Forehead): กระตุ้นกล้ามเนื้อ Frontalis ด้วย HIFES ให้เกิด Supramaximal contraction เพื่อยกคิ้วขึ้นเฉลี่ย 2.27–3.18 มม. และลดริ้วรอยบนหน้าผาก ควบคู่กับ Synchronized RF ที่กระตุ้นคอลลาเจนในชั้น Skin และ SMAS
  • 2. แก้ม (Midface): กระตุ้นกล้ามเนื้อ Zygomaticus และ Risorius เพื่อยกโหนกแก้มและเพิ่มวอลลุ่มใบหน้าส่วนกลางเฉลี่ย 1.43 cc. พร้อมเพิ่มความหนากล้ามเนื้อ Zygomaticus major จาก 2.06 เป็น 2.80 มม.
  • 3. ใต้ตา (Periorbital / Emface Eyes): ลดถุงใต้ตาได้ประมาณ 1.4 มล. ลดรอยตีนกา (Crow’s feet) 28% และลดความหมองคล้ำใต้ตาได้ถึง 64% ผ่านการกระตุ้นคอลลาเจน +36% และอีลาสตินเพิ่มขึ้น 2 เท่า
  • 4. เหนียง (Submental): ลดปริมาณไขมันใต้คางได้ถึง 30.37% ภายใน 3 เดือน และกระชับผิวบริเวณเหนียงเพื่อให้เส้นขากรรไกรชัดเจนขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวชัด

โปรโตคอลมาตรฐานครอบคลุมทั้ง 4 ตำแหน่งนี้ใน 4 เซสชัน เซสชันละ 20 นาที ห่างกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุดในช่วง 3 เดือนหลังจบคอร์ส

ใครที่เหมาะกับการทำ Emface และควรเตรียมตัวอย่างไร?

กลุ่มที่เหมาะที่สุดสำหรับการทำ Emface คือผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยในระดับน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ใช้เข็มและไม่ต้องพักฟื้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เทียบเท่ากับการผ่าตัดดึงหน้า

สำหรับการเตรียมตัวและข้อควรปฏิบัติมีดังนี้:

  • การเตรียมตัวก่อนทำ: ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจด ถอดเครื่องประดับและเก็บผมให้เรียบร้อย รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารผลัดเซลล์ผิวหรือสารทำให้ผิวขาว (เช่น AHA หรือ Retinoic acids) ในช่วงระหว่างคอร์สการรักษา
  • ข้อควรระวังและกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง: ห้ามทำในผู้ที่มีการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโลหะในร่างกาย ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบในบริเวณที่จะทำ และผู้ที่ใช้ยาควบคุมการแข็งตัวของเลือด
  • ขั้นตอนการรักษา: โดยทั่วไปจะทำทั้งหมด 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ โดยแต่ละเซสชันใช้เวลาประมาณ 20 นาที (RealSelf, 2023)

ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยแต่ไม่ต้องการผ่าตัดดึงหน้า

Emface เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับน้อยถึงปานกลางและต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัด โดยเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องพักฟื้นและไม่มีการใช้เข็ม ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรทราบดังนี้:

  • เทคโนโลยีหลัก: ใช้การทำงานร่วมกันของ Synchronized RF เพื่อส่งความร้อนกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน และเทคโนโลยี HIFES ที่กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อเพิ่มความกระชับ
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ช่วยยกคิ้ว เพิ่มปริมาตรบริเวณส่วนกลางใบหน้า และลดความหย่อนคล้อยใต้คาง โดยผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุดในช่วง 3 เดือนหลังจบการรักษา
  • ขั้นตอนการรักษา: โดยทั่วไปจะทำทั้งหมด 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ โดยแต่ละเซสชันใช้เวลาประมาณ 20 นาที
  • ข้อควรระวัง: ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโลหะในร่างกาย และควรหลีกเลี่ยงการวางแผ่นแปะทับบริเวณที่มีเส้นผมหรือเนื้อเยื่อแผลเป็น

ข้อดีของการยกกระชับหน้าแบบ Non-Invasive ไม่ใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น

การยกกระชับหน้าแบบไม่รุกล้ำ (Non-Invasive) ช่วยให้ผิวตึงกระชับและลดริ้วรอยได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บตัวจากเข็ม และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น เทคโนโลยีอย่าง Emface ใช้การผสมผสานระหว่างคลื่นวิทยุ (RF) และการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า (HIFES) เพื่อยกกระชับโครงสร้างใบหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งมีข้อดีที่โดดเด่นดังนี้:

  • ไม่มีบาดแผลและไม่ต้องใช้ยาชา: เนื่องจากเป็นการรักษาจากภายนอก จึงไม่มีความเสี่ยงจากการฉีดหรือการผ่าตัด
  • ใช้เวลาน้อย: การรักษาแต่ละครั้งมักใช้เวลาเพียง 20-30 นาที เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย
  • ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ: กระบวนการทำงานจะเน้นการฟื้นฟูคอลลาเจนและอีลาสติน รวมถึงการปรับโทนกล้ามเนื้อใบหน้าให้ยกขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • ความปลอดภัยสูง: มีผลข้างเคียงน้อยมาก เช่น อาจมีอาการแดงชั่วคราว และมีความพึงพอใจจากผู้ใช้งานในระดับสูง

เปรียบเทียบความคุ้มค่าและรีวิวผลลัพธ์หลังทำ Emface

Emface ราคาเท่าไหร่ และต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน?

ราคาเฉลี่ยของ Emface อยู่ที่ประมาณ 2,792 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,000–4,500 ดอลลาร์สำหรับแพ็กเกจมาตรฐาน) และควรทำอย่างน้อย 4 ครั้งเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้:

  • จำนวนครั้งที่แนะนำ: ตามโปรโตคอลมาตรฐานควรทำทั้งหมด 4 เซสชัน โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ต่อครั้ง
  • ระยะเวลาเห็นผล: ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดมักจะปรากฏให้เห็นในช่วงประมาณ 3 เดือนหลังจากทำครบชุด เนื่องจากเป็นช่วงที่กระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินทำงานได้เต็มที่
  • ราคาในภูมิภาคอื่น:
    • สิงคโปร์: ราคาคอร์สเริ่มต้นประมาณ 3,200 ดอลลาร์สิงคโปร์
    • สวิตเซอร์แลนด์: ราคาต่อครั้งประมาณ 600 ฟรังก์สวิส หรือแบบแพ็กเกจ 4 ครั้งประมาณ 2,000 ฟรังก์สวิส
  • การคงสภาพ: ผลลัพธ์มักอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี และแนะนำให้ทำซ้ำเพื่อบำรุงรักษาทุก 6–12 เดือน

รีวิวจากผู้ใช้จริงและผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงหลังทำ

รายละเอียดของผลลัพธ์และความคิดเห็นจากผู้ใช้มีดังนี้:

  • ผลลัพธ์ทางคลินิก: การศึกษาพบว่าหลังทำ 4 ครั้ง ช่วยยกคิ้วขึ้นได้ประมาณ 2.27–3.18 มม. เพิ่มความหนาของกล้ามเนื้อโหนกแก้ม (Zygomaticus major) ขึ้น 39.3% และลดไขมันใต้คางได้ถึง 30.37% ภายใน 3 เดือน
  • ความพึงพอใจของผู้ใช้: แม้ผลการศึกษาทางคลินิกจะระบุว่าผู้ป่วยกว่า 90% พึงพอใจและรู้สึกสบายขณะทำ แต่รีวิวจากผู้ใช้จริงบนแพลตฟอร์มอย่าง RealSelf มีความแตกแยก โดยบางส่วนรายงานว่าเห็นผลเรื่องความกระชับและผิวสัมผัสที่ดีขึ้น ในขณะที่บางส่วนรู้สึกว่าไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป
  • ความรู้สึกระหว่างทำ: ผู้ใช้ส่วนใหญ่ (84.8%) รู้สึกสบายขณะรับบริการ โดยจะรู้สึกอุ่นๆ และมีการหดตัวของกล้ามเนื้อใบหน้า ซึ่งความเจ็บปวดจะลดลงตามจำนวนครั้งที่ทำ
  • ระยะเวลาเห็นผล: ผลลัพธ์สูงสุดมักปรากฏชัดเจนที่ประมาณ 3 เดือนหลังจบจบคอร์ส โดยผลการยกกระชับอาจอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี และควรทำซ้ำทุก 6–12 เดือนเพื่อคงสภาพ (RealSelf, 2023)

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ Emface

ใครบ้างที่ไม่ควรทำ Emface และข้อห้ามที่สำคัญ

กลุ่มบุคคลที่ไม่ควรทำ Emface ได้แก่ ผู้ที่มีการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโลหะในร่างกาย รวมถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพเฉพาะบางประการ

ข้อห้ามและกลุ่มบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงการทำ Emface มีรายละเอียดดังนี้:

  • ผู้ที่มีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย: ห้ามใช้ในผู้ที่ติดเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker), เครื่องกระตุกหัวใจ (Defibrillator) หรือมีการฝังโลหะในบริเวณที่จะทำการรักษา
  • สตรีมีครรภ์หรือผู้อยู่ในภาวะเฉพาะ: ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ กำลังให้นมบุตร หรืออยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังและบาดแผล: หลีกเลี่ยงการติดแผ่นแปะอุปกรณ์ทับบริเวณที่มีเส้นผม เนื้อเยื่อแผลเป็น หรือบริเวณที่มีการติดเชื้อและอักเสบในขณะนั้น
  • ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาบางชนิด: เช่น ผู้ที่ใช้ยา Isotretinoin หรือ Tretinoin ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว: เช่น โรคระบบต่อมไร้ท่อที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

นอกจากนี้ ควรระมัดระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นชั่วคราว เช่น การเกิดสะเก็ด แผลพุพอง หรือรอยไหม้ในบริเวณที่รักษา (BTL, 2024)

การดูแลตัวเองหลังทำเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานที่สุด

การดูแลตนเองหลังทำ Emface เน้นการรักษาสุขภาพผิวและกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในช่วง 3 เดือนหลังจบโปรแกรม

แนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนานมีดังนี้:

  • ปฏิบัติตามจำนวนครั้งที่กำหนด: ควรทำทรีตเมนต์ให้ครบตามโปรแกรมมาตรฐานคือ 4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างประมาณ 1 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและผิวหนังอย่างเต็มที่
  • การดูแลผิวพื้นฐาน: แม้จะเป็นหัตถการที่ไม่มีแผล (No downtime) แต่ควรหลีกเลี่ยงสารสกัดที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองสูง เช่น AHA หรือกรดวิตามินเอ ในช่วงที่กำลังรับการรักษาต่อเนื่องตามคำแนะนำในบางการศึกษา
  • การรักษาผลลัพธ์ระยะยาว: ผลลัพธ์มักอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี ดังนั้นควรวางแผนทำซ้ำเพื่อคงสภาพ (Maintenance) ทุกๆ 6–12 เดือน ตามการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล
  • สังเกตความเปลี่ยนแปลง: ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดมักจะปรากฏชัดเจนในช่วง 12 สัปดาห์ (3 เดือน) หลังจากจบการรักษาครั้งสุดท้าย เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลา (RealSelf, 2023)

Emface คืออะไร? นวัตกรรมยกกระชับหน้าและดึงกล้ามเนื้อใหม่ล่าสุด 2025 Infographic

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Emface (FAQs)

ทำ Emface เจ็บไหม และใช้เวลานานเท่าไหร่ในแต่ละครั้ง?

การทำ Emface ไม่เจ็บและให้ความรู้สึกเหมือนการนวดอุ่นๆ ร่วมกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยใช้เวลาเพียง 20 นาทีต่อครั้ง

ข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกและประสบการณ์ผู้ใช้มีรายละเอียดดังนี้:

  • ความรู้สึกระหว่างทำ: ผู้เข้ารับการรักษาจะรู้สึกอุ่นจากคลื่นวิทยุ (RF) และความรู้สึกแปลกใหม่จากการหดตัวของกล้ามเนื้อใบหน้า (HIFES) ซึ่งผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างชาวเอเชียพบว่าระดับความเจ็บปวดจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อผ่านการรักษาในเซสชันต่อๆ ไป และผู้ป่วยส่วนใหญ่ (84.8%) ระบุว่ารู้สึกสบายระหว่างทำ
  • ระยะเวลาและจำนวนครั้ง: การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาสั้นเพียง 20 นาที โดยมาตรฐานการรักษาที่แนะนำคือ 4 ครั้ง เว้นระยะห่างกันครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์
  • การพักฟื้น: ถือเป็นการรักษาที่ไม่มีช่วงเวลาพักฟื้น (No downtime) ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการรักษา (RealSelf, 2023)

Emface กับ Ulthera แบบไหนยกหน้าชัดกว่ากัน?

การเลือกระหว่าง Emface และ Ulthera ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการยกกระชับที่ชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นผิว เนื่องจากทั้งสองเทคโนโลยีมีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันและยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบโดยตรง (head-to-head) ที่ชี้ชัดว่าแบบใดดีกว่ากันในทุกกรณี

ข้อแตกต่างสำคัญในการช่วยยกกระชับหน้ามีดังนี้:

  • Emface: ใช้เทคโนโลยี Synchronized RF ร่วมกับ HIFES เพื่อเน้นการ “ออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้า” โดยกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนที่ทำหน้าที่ดึงหน้าขึ้น (Elevators) ควบคู่กับการสลายไขมันใต้คางและกระตุ้นคอลลาเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกคิ้ว (เฉลี่ย +2 ถึง 3 มม.) และเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง
  • Ulthera (Ultherapy): ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (MFU-V) เน้นการ “เย็บกระชับชั้นผิว” โดยสร้างจุดความร้อนลึกถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และการหดตัวของเนื้อเยื่อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยน้อยถึงปานกลางที่ต้องการความตึงกระชับของผิวหนังโดยตรง

ในด้านความพึงพอใจของผู้ใช้งานจากฐานข้อมูล RealSelf พบว่า Ultherapy มีคะแนน “Worth It” อยู่ที่ 60% ในขณะที่ Emface อยู่ที่ 45% อย่างไรก็ตาม Ultherapy มักถูกระบุว่ามีความเจ็บมากกว่าและใช้เวลาทำนานกว่า

ทำ Emface ที่ไหนดี วิธีเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและใช้เครื่องแท้

การเลือกคลินิกทำ Emface ที่ดีควรเลือกสถานพยาบาลที่สามารถยืนยันความแท้ของเครื่องและหัวแอปพลิเคเตอร์ (Applicator) ได้ รวมถึงมีการคัดกรองประวัติสุขภาพอย่างละเอียด โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้:

  • ตรวจสอบความแท้ของเครื่องและอุปกรณ์: ควรขอดูใบรับรองการนำเข้าหรือรหัสลงทะเบียนจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และตรวจสอบว่าหัวแอปพลิเคเตอร์เป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) เพื่อความสะอาดและประสิทธิภาพสูงสุด
  • การคัดกรองผู้เข้ารับบริการ: คลินิกที่ได้มาตรฐานต้องมีการซักประวัติเพื่อเลี่ยงกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโลหะในร่างกาย, ผู้ที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์, หรือผู้ที่มีการติดเชื้อในบริเวณที่จะทำ
  • ความเชี่ยวชาญและโปรโตคอล: เลือกคลินิกที่มีการวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบ โดยทั่วไปคือ 4 เซสชัน ห่างกันสัปดาห์ละครั้ง และมีการบันทึกผลด้วยภาพถ่ายหรือการวัดผลที่ชัดเจน
  • ความสะอาดและการเตรียมตัว: สถานที่ต้องสะอาด มีขั้นตอนการทำความสะอาดผิวและถอดเครื่องประดับโลหะออกทั้งหมดก่อนเริ่มทำ เพื่อป้องกันผลข้างเคียง เช่น รอยไหม้หรือตุ่มพอง

แนะแนวเรื่อง

Previous Previous
Nucleofill Strong คืออะไร ทำไมช่วยฟื้นฟู ยกกระชับผิวและลดเลือนริ้วรอย

สาขาพรีวาโต คลินิก

    สาขาอโศก ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารมิดทาวน์
    Phone: 02-258-4050 , 081-841-5075
    สาขาสีลม ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์
    Phone: 02-780-2011 , 098-272-5244
    สาขาราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะคริสตัล เอสบี (ด้านบนร้านสตาร์บัคส์)
    Phone: 02-102-2778 , 098-272-5244

ติดต่อเรา

    Facebook: Privato Clinic
    Messenger: Privato Clinic
    Instagram: privatoclinic
    Email: privatoclinic@gmail.com
    Line: @privatoclinic

Copyright© 2022-2024. All Rights Reserved

Scroll to top
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมด
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิว
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera Prime
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความ
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Facebook Instagram YouTube