Skip to content

TEL : 081-841-5075, 02-258-4050

Facebook Instagram YouTube
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมดExpand
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิวExpand
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความExpand
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทยExpand
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
Consult a Doctor
Lifting

Juvelook คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง รีวิวเจาะลึกปี 2026

Byadmin ธันวาคม 31, 2025
By แพทย์หญิงนัชชนก หุ่นวิจิตร Updated on ธันวาคม 31, 2025
✦ Medically reviewed by  นายแพทย์เลอพงษ์ กรุดเงิน
Juvelook คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง พร้อมรีวิวเจาะลึกไหมน้ำงานผิวปี 2025

Juvelook คือนวัตกรรมการฉีดแบบไฮบริดที่ผสมผสาน PDLLA และไฮยาลูรอนิก แอซิด เพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติ และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เพื่อเนื้อผิวที่ดีขึ้นและความกระชับในระยะยาว

Table of Contents

Toggle
  • Juvelook คืออะไร และทำไมถึงเป็นนวัตกรรมงานผิวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้?
  • Juvelook ช่วยเรื่องอะไรบ้าง? สรุปคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูผิว
    • การกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินด้วยสาร PDLLA และ HA
    • Juvelook ช่วยเรื่องหลุมสิวและรูขุมขนกว้างได้จริงไหม?
    • การฟื้นฟูผิวใต้ตาและร่องน้ำตาให้ดูสดใส
  • Juvelook มีกี่รุ่น? ความแตกต่างระหว่าง Juvelook รุ่นธรรมดา และ Juvelook Volume (Lenisna)
    • Juvelook (ขวดสีชมพู) สำหรับงานผิวและริ้วรอยตื้นๆ
    • Juvelook Volume หรือ Lenisna (ขวดสีดำ) สำหรับการเติมเต็มและยกกระชับ
  • Juvelook แตกต่างจาก Sculptra และ Rejuran อย่างไร? เลือกตัวไหนดี?
    • เปรียบเทียบ Juvelook vs Sculptra ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจน
    • เปรียบเทียบ Juvelook vs Rejuran สำหรับคนอยากหน้าเงาใส
  • ใครที่เหมาะกับการฉีด Juvelook และควรฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัดเจน?
    • เช็กสภาพผิวที่ควรทำ Juvelook เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
    • จำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาการเห็นผลหลังฉีด
  • ขั้นตอนการเตรียมตัวและการดูแลตัวเองหลังฉีด Juvelook
    • ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติหลังฉีด Juvelook เพื่อลดอาการบวม
    • อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้และวิธีรับมืออย่างถูกต้อง
  • วิธีเช็ก Juvelook ของแท้ดูอย่างไร? มั่นใจก่อนรับบริการ
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Juvelook (FAQs)
    • ฉีด Juvelook เจ็บไหม และต้องแปะยาชาหรือไม่?
    • Juvelook ราคาเท่าไหร่ และ 1 ขวดมีกี่ CC?
    • หลังฉีด Juvelook กี่วันเห็นผล และอยู่ได้นานแค่ไหน?
    • ฉีด Juvelook แล้วเป็นก้อนไหม มีอันตรายหรือไม่?

Juvelook คืออะไร และทำไมถึงเป็นนวัตกรรมงานผิวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้?

Juvelook คือนวัตกรรมงานผิวแบบไฮบริด (Hybrid Injectable) ที่รวมเอา PDLLA (Poly-D,L-lactic acid) และกรดไฮยาลูรอนิก (HA) เข้าด้วยกันเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนพร้อมเติมความชุ่มชื้น

เหตุผลที่ Juvelook เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ มีดังนี้:

  • เป็นคอลลาเจนบิโอสติมูเลเตอร์ (Collagen Biostimulator): ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ ทำให้ผิวแน่น กระชับ และเรียบเนียนในระยะยาว
  • ผลลัพธ์แบบสองในหนึ่งเดียว: ให้ทั้งความอิ่มฟูทันทีจาก HA และการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจาก PDLLA ซึ่งช่วยลดเลือนริ้วรอย รูขุมขน และรอยแผลเป็นจากสิว
  • ความปลอดภัยสูง: ใช้เทคโนโลยี PDLLA ทรงกลมที่สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการเกิดก้อนนูน (Granulomas) เมื่อเทียบกับสารเติมเต็มรุ่นเก่า
  • การยอมรับในระดับสากล: ได้รับรางวัล “Best Injectable for Skin Revitalization” จากงานประชุม AMWC ปี 2025 และมีการใช้งานแพร่หลายกว่า 72 ประเทศทั่วโลก (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

Juvelook ช่วยเรื่องอะไรบ้าง? สรุปคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูผิว

การกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินด้วยสาร PDLLA และ HA

Juvelook เป็นสารฉีดกระตุ้นคอลลาเจนแบบไฮบริดที่รวมประสิทธิภาพของ PDLLA และ Hyaluronic Acid (HA) เพื่อฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก

การทำงานร่วมกันของสารทั้งสองชนิดมีรายละเอียดดังนี้:

  • กลไกการทำงาน: เทคโนโลยี PDLLA lattice ลิขสิทธิ์เฉพาะจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว โดยมี HA ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและเพิ่มวอลลุ่มให้ผิวดูอิ่มน้ำทันทีหลังฉีด
  • ผลลัพธ์ด้านผิวพรรณ: ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ รักษารอยแผลเป็นจากสิว กระชับรูขุมขน และฟื้นฟูผิวบริเวณใต้ตาให้ดูสดใสขึ้น
  • ความปลอดภัย: อนุภาค PDLLA มีลักษณะทรงกลมผิวเรียบ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดก้อนนูน (granulomas) และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ
  • ระยะเวลาของผลลัพธ์: หลังรับบริการครบตามโปรแกรมที่แนะนำ (ประมาณ 3 ครั้ง) ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

Juvelook ช่วยเรื่องหลุมสิวและรูขุมขนกว้างได้จริงไหม?

Juvelook สามารถช่วยรักษาหลุมสิวและกระชับรูขุมขนกว้างได้จริง โดยตัวยาจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณหลุมสิวตื้นขึ้นและผิวหน้ามีความละเอียดเรียบเนียนกว่าเดิม ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กลไกการทำงาน: ด้วยเทคโนโลยี PDLLA lattice จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว พร้อมกับมีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid (HA) ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวดูอิ่มฟูทันทีหลังทำ
  • ผลลัพธ์ด้านรูขุมขน: การเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนช่วยให้โครงสร้างผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนที่เคยกว้างดูเล็กลงและผิวดูละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ระยะเวลาเห็นผล: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนหลังการรักษาครั้งที่ 2 (ประมาณเดือนที่ 2) และผลลัพธ์จะดีที่สุดในช่วง 3-6 เดือนหลังจากทำครบตามโปรแกรมที่แนะนำ (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

การฟื้นฟูผิวใต้ตาและร่องน้ำตาให้ดูสดใส

Juvelook สามารถฟื้นฟูผิวใต้ตาและร่องน้ำตาให้ดูสดใสขึ้นได้ด้วยการเติมเต็มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

การรักษาบริเวณใต้ตาด้วย Juvelook มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กลไกการทำงาน: ตัวยาผสานพลังของกรดไฮยาลูรอนิก (HA) ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและเพิ่มวอลลุ่มในทันที ร่วมกับ PDLLA ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในระยะยาว ทำให้ผิวใต้ตาที่เคยดูโทรมหรือเป็นร่องลึกกลับมาดูอิ่มเอิบและเรียบเนียนขึ้น
  • ผลลัพธ์ที่ได้: ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines) รอบดวงตา และปรับสภาพผิวให้ดู “ฉ่ำวาว” (Glowy) อย่างเป็นธรรมชาติ
  • ความปลอดภัย: เนื่องจากอนุภาค PDLLA ของ Juvelook มีลักษณะทรงกลมและเรียบเนียน จึงมีความเสี่ยงในการเกิดก้อนนูน (Nodules) ต่ำมาก และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
  • ระยะเวลาเห็นผล: ผู้ป่วยมักเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านความอิ่มฟูได้ตั้งแต่สัปดาห์แรก และจะเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 3–6 เดือนหลังจากทำครบตามโปรแกรมที่แนะนำ (Juvelook Comprehensive Research Report)

Juvelook มีกี่รุ่น? ความแตกต่างระหว่าง Juvelook รุ่นธรรมดา และ Juvelook Volume (Lenisna)

Juvelook (ขวดสีชมพู) สำหรับงานผิวและริ้วรอยตื้นๆ

Juvelook (ขวดสีชมพู) เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Hybrid Injectable ที่เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวและลดเลือนริ้วรอยตื้นๆ โดยเฉพาะ

รายละเอียดที่สำคัญของ Juvelook รุ่นนี้มีดังนี้:

  • ส่วนประกอบหลัก: ผสมผสานระหว่าง PDLLA (Poly-D,L-lactic acid) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Hyaluronic Acid (HA) ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความอิ่มฟูให้ผิวทันที
  • จุดเด่นด้านเทคโนโลยี: ใช้เทคโนโลยี PDLLA lattice ที่มีอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กและเรียบเนียน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดตุ่มก้อน (nodules) และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
  • บริเวณที่เหมาะสม: เหมาะสำหรับฉีดในผิวชั้นตื้น (Mid-dermis) เพื่อแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำหรือเป็นรอยโหล, รูขุมขนกว้าง, รอยแผลเป็นจากสิว และริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า ลำคอ หรือหลังมือ
  • ผลลัพธ์และความคงทน: ผิวจะดูฉ่ำวาวขึ้นในระยะแรกจาก HA และจะเห็นผลชัดเจนด้านความกระชับและเรียบเนียนเมื่อคอลลาเจนสร้างตัวเต็มที่ในช่วง 3-6 เดือน โดยผลลัพธ์คงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

Juvelook Volume หรือ Lenisna (ขวดสีดำ) สำหรับการเติมเต็มและยกกระชับ

Lenisna (หรือ Juvelook Volume) เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Juvelook ที่ออกแบบมาเพื่อการเติมเต็มวอลลุ่มและยกกระชับผิวในชั้นลึกโดยเฉพาะ

รายละเอียดที่สำคัญของ Lenisna มีดังนี้:

  • ลักษณะผลิตภัณฑ์: บรรจุในขวดสีดำ มีปริมาณ PDLLA สูงกว่ารุ่นปกติ (ประมาณ 170 มก.) และมีขนาดอนุภาคที่ใหญ่กว่า
  • ตำแหน่งการฉีด: เหมาะสำหรับฉีดเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก (Deep Dermis) หรือชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermal)
  • วัตถุประสงค์หลัก: ใช้เพื่อเติมเต็มส่วนที่สูญเสียวอลลุ่ม ปรับรูปหน้า และแก้ไขริ้วรอยหรือรอยแผลเป็นที่ลึกกว่าปกติ
  • ระยะเวลาผลลัพธ์: ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่ารุ่นปกติ โดยสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 18–24 เดือนหลังจากการรักษาครบตามโปรแกรม (Juvelook Comprehensive Research Report)

Juvelook แตกต่างจาก Sculptra และ Rejuran อย่างไร? เลือกตัวไหนดี?

Juvelook แตกต่างจาก Sculptra และ Rejuran ในด้านส่วนประกอบและผลลัพธ์หลัก โดย Juvelook เป็นไฮบริดที่ช่วยทั้งเติมเต็มและกระตุ้นคอลลาเจน

ความแตกต่างและการเลือกใช้มีรายละเอียดดังนี้:

  • Juvelook vs Sculptra: Juvelook ผสม PDLLA และ HA ทำให้เห็นผลลัพธ์การเติมเต็มทันทีและผิวฉ่ำวาว มีอนุภาคทรงกลมเรียบเนียนลดความเสี่ยงการเกิดก้อน เหมาะสำหรับงานผิวและริ้วรอยตื้นๆ ส่วน Sculptra เน้นการยกกระชับและเพิ่มวอลลุ่มในชั้นลึกสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าตอบหรือหย่อนคล้อยมาก
  • Juvelook vs Rejuran: Juvelook ช่วยเรื่องความแน่นฟูและเติมเต็มร่องลึกได้ดีกว่าเนื่องจากมีส่วนผสมของฟิลเลอร์ไฮบริด ในขณะที่ Rejuran (PN) เน้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว ลดรอยแดง และกระชับรูขุมขนเพื่อให้ผิวดูใสแบบ “Glass Skin” แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องวอลลุ่ม

การเลือกใช้ตามความต้องการ:

  • เลือก Rejuran หากต้องการผิวใส สุขภาพดี และลดความหมองคล้ำ (เหมาะสำหรับคนอายุน้อยหรือผิวแพ้ง่าย)
  • เลือก Juvelook หากต้องการแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง หลุมสิว หรือริ้วรอยที่ต้องการความฟูแน่นของผิว
  • เลือก Sculptra หากต้องการยกกระชับใบหน้าและเติมวอลลุ่มในบริเวณที่ตอบมาก (Juvelook vs. Sculptra (PLLA), Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

เปรียบเทียบ Juvelook vs Sculptra ในด้านการกระตุ้นคอลลาเจน

Juvelook และ Sculptra เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่มีความแตกต่างกันในด้านส่วนประกอบ ผลลัพธ์ที่ได้ และระยะเวลาการออกฤทธิ์ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบดังนี้:

หัวข้อเปรียบเทียบ Juvelook Sculptra
ส่วนประกอบหลัก PDLLA ผสมกับ Hyaluronic Acid (HA) PLLA (ไม่มีส่วนผสมของ HA)
ผลลัพธ์ทันที ให้ความชุ่มชื้นและเติมเต็มทันทีจาก HA ไม่มีผลลัพธ์ทันที ต้องรอการสร้างคอลลาเจน
จุดเด่นของผลลัพธ์ เน้นงานผิว (Skin Quality) ความฉ่ำวาว ลดริ้วรอยเล็กๆ และหลุมสิว เน้นการยกกระชับ (Lifting) และเติมเต็มวอลลุ่มในชั้นลึก
ความเสี่ยงเรื่องก้อน ต่ำมาก เนื่องจากอนุภาคทรงกลมเรียบเนียน มีโอกาสเกิดก้อนได้มากกว่าหากนวดไม่ดี (ในสูตรเก่า)
ระยะเวลาของผลลัพธ์ ประมาณ 12–18 เดือน ประมาณ 24 เดือน

Juvelook เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการงานผิวที่เป็นธรรมชาติและเพิ่มความยืดหยุ่น ในขณะที่ Sculptra เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยหรือสูญเสียวอลลุ่มของใบหน้าอย่างชัดเจน (Juvelook vs. Sculptra (PLLA), Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

เปรียบเทียบ Juvelook vs Rejuran สำหรับคนอยากหน้าเงาใส

การเลือกระหว่าง Juvelook และ Rejuran ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการ “ความอิ่มฟูยกกระชับ” หรือ “การซ่อมแซมผิวให้ใสฉ่ำวาว” เป็นหลัก โดยมีความแตกต่างที่สำคัญดังนี้:

หัวข้อเปรียบเทียบ Juvelook (PDLLA + HA) Rejuran (PN)
กลไกการทำงาน เป็น Hybrid Booster ที่กระตุ้นคอลลาเจนและเติมความชุ่มชื้น เป็น Healer ที่ซ่อมแซมเซลล์ผิวจากภายในด้วยสารสกัดจาก DNA ปลาแซลมอน
ผลลัพธ์เด่น ผิวแน่นเฟิร์ม รูขุมขนเล็กลง หลุมสิวตื้นขึ้น และเติมเต็มร่องลึกได้เล็กน้อย ผิวใสฉ่ำวาว (Glass Skin) ลดรอยแดง ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และฟื้นฟูผิวที่บอบบาง
ความคงทน อยู่ได้นานประมาณ 12–18 เดือน (หลังทำครบครอส) อยู่ได้นานประมาณ 4–6 เดือน (ต้องฉีดซ้ำบ่อยกว่าเพื่อรักษาความใส)
เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อย มีริ้วรอย หรือมีรอยแผลเป็นจากสิว ผู้ที่ต้องการงานผิวละเอียด หน้าเงาใส และต้องการฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ

สรุปคือ หากคุณเน้นความ หน้าเงาใสและงานผิวละเอียด เป็นหลัก Rejuran จะตอบโจทย์ได้ตรงจุดกว่าในระยะสั้น แต่หากต้องการความ อิ่มฟูและผลลัพธ์ที่ยาวนาน Juvelook จะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า (Juvelook vs. Rejuran (PN skin booster), Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

ใครที่เหมาะกับการฉีด Juvelook และควรฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัดเจน?

Juvelook เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเริ่มเสื่อมสภาพตามวัยในระดับน้อยถึงปานกลาง เช่น ผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอยเล็กๆ รูขุมขนกว้าง หรือมีรอยแผลเป็นจากสิว โดยผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุดเมื่อเข้ารับการฉีดติดต่อกัน 3 ครั้ง เว้นระยะห่างกันทุก 4 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อย่างต่อเนื่องจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เรียบเนียนและยืดหยุ่นขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนที่ 2 ถึง 6 หลังเริ่มการรักษา (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

เช็กสภาพผิวที่ควรทำ Juvelook เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

ผู้ที่มีปัญหาผิวเริ่มร่วงโรย มีริ้วรอยเล็กๆ หรือมีปัญหาเรื่องเนื้อสัมผัสของผิวที่ไม่สม่ำเสมอ คือกลุ่มที่ควรทำ Juvelook เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด โดยรายละเอียดของสภาพผิวที่เหมาะสมมีดังนี้:

  • ผิวที่มีริ้วรอยและร่องลึก: เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines) หรือร่องใต้ตาที่ดูตอบ
  • ผิวที่มีปัญหาเนื้อสัมผัส: ผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง หรือมีรอยแผลเป็นจากสิวที่ต้องการการเติมเต็ม
  • ผิวแห้งกร้านและขาดความยืดหยุ่น: ผิวที่ดูหมองคล้ำ ขาดความฉ่ำวาว หรือเริ่มสูญเสียความกระชับ
  • การป้องกันผิวในระยะยาว: เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีปลายๆ ถึง 30 ปีขึ้นไป ที่ต้องการรักษาความยืดหยุ่นของผิวและป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย (Juvelook Comprehensive Research Report)

จำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาการเห็นผลหลังฉีด

จำนวนครั้งที่แนะนำสำหรับการฉีด Juvelook คือ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์

รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนครั้งและระยะเวลาการเห็นผลมีดังนี้:

  • จำนวนครั้งที่แนะนำ: เพื่อผลลัพธ์ที่สะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรทำทรีตเมนต์เริ่มต้นทั้งหมด 3 เซสชัน
  • ระยะเวลาการเห็นผล:
    • ช่วงแรก: จะเริ่มเห็นความอิ่มฟูของผิวได้ในสัปดาห์แรกจากส่วนประกอบของกรดไฮยาลูโรนิก (HA)
    • การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน: จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นหลังการฉีดครั้งที่ 2 (ประมาณเดือนที่ 2) โดยผิวจะเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้น
    • ผลลัพธ์สูงสุด: กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จะเห็นผลสูงสุดในช่วง 3 ถึง 6 เดือนหลังจากเริ่มการรักษา ซึ่งจะช่วยให้ผิวตึงกระชับและรอยแผลเป็นลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ความคงทนของผลลัพธ์: หลังจากทำครบ 3 ครั้ง ผลลัพธ์มักจะคงอยู่ได้นานประมาณ 12 ถึง 18 เดือน และแนะนำให้ฉีดกระตุ้นเพื่อรักษาผลลัพธ์ทุกๆ 6 ถึง 12 เดือน (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

ขั้นตอนการเตรียมตัวและการดูแลตัวเองหลังฉีด Juvelook

ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติหลังฉีด Juvelook เพื่อลดอาการบวม

ข้อควรปฏิบัติหลังฉีด Juvelook เพื่อลดอาการบวมคือการประคบเย็นและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มการไหลเวียนเลือด

วิธีดูแลตัวเองและข้อห้ามเพื่อลดอาการบวมและรอยช้ำมีดังนี้:

  • การประคบเย็น: ควรประคบเย็นหรือใช้น้ำแข็งห่อผ้าประคบบริเวณที่ฉีดเป็นระยะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  • การนอน: ควรนอนยกศีรษะให้สูงในคืนแรกหลังการรักษา
  • ข้อห้ามในช่วง 48 ชั่วโมง: หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก การเข้าซาวน่า หรือการอาบน้ำร้อน เนื่องจากความร้อนจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและทำให้บวมมากขึ้น
  • การทำความสะอาด: ล้างหน้าอย่างเบามือด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือในวันแรก และงดการถูหน้าแรงๆ
  • งดเครื่องสำอาง: หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
  • การนวด: หากคลำพบตุ่มเล็กๆ สามารถเริ่มนวดเบาๆ ได้หลังจากผ่านไป 1 วัน เพื่อช่วยให้ตัวยากระจายตัวได้ดีขึ้น (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้และวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

อาการข้างเคียงของ Juvelook มักไม่รุนแรงและเป็นเพียงชั่วคราว โดยมีรายละเอียดและวิธีรับมือดังนี้:

  • อาการที่พบได้ทั่วไป: อาจมีตุ่มนูนเล็กๆ รอยแดง บวม หรือรอยเข็มในบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักจะหายไปเองภายใน 1-3 วัน
  • การดูแลเบื้องต้น:
    • ประคบเย็นในวันแรกเพื่อลดอาการบวม
    • ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยนและงดการแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
    • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ซาวน่า หรือการอาบน้ำร้อนในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
  • การจัดการตุ่มนูน: หากรู้สึกถึงตุ่มเล็กๆ ใต้ผิวหนัง สามารถนวดเบาๆ ในบริเวณนั้นได้หลังจากผ่านไป 1 วัน เพื่อช่วยให้ตัวยาและการสร้างคอลลาเจนกระจายตัวได้ดีขึ้น
  • ข้อควรระวัง: ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด 1-2 สัปดาห์ รวมถึงงดแอลกอฮอล์และอาหารเผ็ดจัดในช่วง 1-2 วันแรกเพื่อลดอาการบวมแดง (Juvelook Preparation, Aftercare & Side Effect Management, Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

วิธีเช็ก Juvelook ของแท้ดูอย่างไร? มั่นใจก่อนรับบริการ

วิธีเช็ก Juvelook ของแท้สามารถตรวจสอบได้จากสติกเกอร์ QR Code บนบรรจุภัณฑ์ โดยมีขั้นตอนและรายละเอียดสำคัญเพื่อความมั่นใจดังนี้:

  • สแกน QR Code: ผลิตภัณฑ์ของแท้จะมีสติกเกอร์รักษาความปลอดภัยพร้อมรหัส QR Code ที่ไม่ซ้ำกันบนกล่อง ซึ่งผู้รับบริการสามารถขูดรหัสหรือสแกนเพื่อนำไปตรวจสอบในฐานข้อมูลทางการของผู้ผลิตได้โดยตรง
  • ตรวจสอบสถานะ: เมื่อกรอกรหัสผ่านระบบแล้ว จะต้องขึ้นสถานะยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของแท้จากผู้ผลิต
  • เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน: ควรรับบริการจากคลินิกที่สั่งซื้อผลิตภัณฑ์โดยตรงจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากยาปลอมหรือยาที่ไม่ได้คุณภาพ (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

Juvelook คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง พร้อมรีวิวเจาะลึกไหมน้ำงานผิวปี 2025 Infographic

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Juvelook (FAQs)

ฉีด Juvelook เจ็บไหม และต้องแปะยาชาหรือไม่?

การฉีด Juvelook ไม่เจ็บมากและโดยปกติจะมีการแปะยาชาก่อนทำเสมอ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกสบายที่สุดในระหว่างขั้นตอนการรักษา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการความเจ็บปวดมีดังนี้:

  • การใช้ยาชา: แพทย์จะทายาชาแบบครีมทิ้งไว้ประมาณ 30–45 นาทีก่อนเริ่มฉีด ซึ่งช่วยลดความรู้สึกเจ็บได้เป็นอย่างดี
  • ความรู้สึกขณะทำ: ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกเพียงเหมือนโดนเข็มสะกิดเบาๆ หรือรู้สึกถึงแรงกดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยระดับความเจ็บปวดถือว่าต่ำมากใกล้เคียงกับการฝังเข็ม
  • เทคนิคเพิ่มเติม: ในบริเวณที่บอบบาง เช่น ใต้ตา แพทย์อาจเลือกใช้เข็มปลายทู่ (Cannula) เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและลดโอกาสการเกิดรอยเขียวช้ำ (Juvelook Preparation, Aftercare & Side Effect Management, Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

Juvelook ราคาเท่าไหร่ และ 1 ขวดมีกี่ CC?

ราคาของ Juvelook จะแตกต่างกันไปตามคลินิกและภูมิภาค โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทต่อ CC และ 1 ขวดเมื่อผสมตามสูตรมาตรฐานจะได้ตัวยาประมาณ 5-6 CC

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาและปริมาณมีดังนี้:

  • ปริมาณต่อขวด: Juvelook 1 ขวด บรรจุตัวยาแบบแห้ง (Lyophilized) 50 มก. ซึ่งเมื่อผสมเพื่อใช้งานตามโปรโตคอลมาตรฐานจะให้สารละลายสำหรับฉีดประมาณ 5-6 CC ซึ่งเพียงพอสำหรับการฉีดทั่วใบหน้าในกรณีส่วนใหญ่
  • ราคาโดยประมาณ: ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาอาจอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทต่อ CC หรือหากซื้อเป็นแพ็กเกจยกขวด (6 CC) ราคาอาจลดลงเหลือประมาณ 2,650 บาทต่อ CC ในขณะที่ราคาทั่วไปในต่างประเทศอาจอยู่ที่ประมาณ 400–800 ดอลลาร์สหรัฐต่อขวด (Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

หลังฉีด Juvelook กี่วันเห็นผล และอยู่ได้นานแค่ไหน?

ผลลัพธ์ของ Juvelook จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังฉีด และคงอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน หลังจากทำครบตามโปรโตคอลที่แนะนำ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาและผลลัพธ์มีดังนี้:

  • ระยะแรก (1 สัปดาห์แรก): จะเริ่มเห็นผิวดูอิ่มฟูขึ้นเล็กน้อยจากส่วนประกอบของกรดไฮยาลูรอนิก (HA) โดยเฉพาะบริเวณที่ตอบรับได้ไวอย่างร่องใต้ตา
  • ระยะเห็นผลชัดเจน (2-4 สัปดาห์): ผิวจะเริ่มตึงกระชับและเรียบเนียนขึ้น รอยแผลเป็นจากสิวหรือริ้วรอยเล็กๆ จะเริ่มลดลงเนื่องจากการกระตุ้นคอลลาเจน
  • ระยะผลลัพธ์สูงสุด (3-6 เดือน): เป็นช่วงที่การสร้างคอลลาเจนใหม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและแน่นกระชับที่สุด
  • ระยะเวลาคงอยู่: หากรับบริการครบ 3 ครั้ง (ห่างกันทุก 4 สัปดาห์) ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 12-18 เดือน ทั้งนี้แนะนำให้ฉีดกระตุ้นซ้ำทุก 6-12 เดือนเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น (How soon will I see results, and how long do they last?, Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

ฉีด Juvelook แล้วเป็นก้อนไหม มีอันตรายหรือไม่?

การฉีด Juvelook มีโอกาสเกิดก้อนถาวรได้น้อยมากและมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากตัวยาถูกออกแบบมาให้มีอนุภาคทรงกลม ผิวเรียบ และมีขนาดเล็กสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกาะตัวเป็นก้อนเมื่อเทียบกับสารกระตุ้นคอลลาเจนรุ่นเก่า นอกจากนี้ Juvelook ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน KFDA และ CE โดยมีคุณสมบัติที่สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ (Biodegradable) ไม่ตกค้างในร่างกายเป็นสิ่งแปลกปลอมในระยะยาว ทั้งนี้หากพบตุ่มเล็กๆ หลังฉีด มักเป็นเพียงอาการบวมชั่วคราวที่จะค่อยๆ เรียบเนียนไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์เมื่อตัวยากระจายตัวเข้าสู่ชั้นผิว (Does Juvelook cause lumps, and is it safe?, Juvelook Comprehensive Research Report, 2025)

แนะแนวเรื่อง

Previous Previous
ปัญหาร่องน้ำตาคืออะไร? เจาะลึกสาเหตุและวิธีแก้ร่องลึกใต้ตาฉบับเห็นผล

สาขาพรีวาโต คลินิก

    สาขาอโศก ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารมิดทาวน์
    Phone: 02-258-4050 , 081-841-5075
    สาขาสีลม ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์
    Phone: 02-780-2011 , 098-272-5244
    สาขาราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะคริสตัล เอสบี (ด้านบนร้านสตาร์บัคส์)
    Phone: 02-102-2778 , 098-272-5244

ติดต่อเรา

    Facebook: Privato Clinic
    Messenger: Privato Clinic
    Instagram: privatoclinic
    Email: privatoclinic@gmail.com
    Line: @privatoclinic

Copyright© 2022-2024. All Rights Reserved

Scroll to top
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมด
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิว
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความ
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Facebook Instagram YouTube