Oligio คืออะไร? ยกกระชับผิวหน้าและลดไขมันด้วย Monopolar RF

Oligio is a high-frequency Monopolar RF technology that lifts sagging skin and reduces facial fat by stimulating collagen, providing results that can last between 8 to 12 months.
โปรแกรม Oligio ช่วยเรื่องอะไรและเห็นผลจริงไหม?
โปรแกรม Oligio เป็นเทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ที่ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ลดเลือนริ้วรอย และสลายไขมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นและผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วดังนี้:
- การทำงาน: ส่งความร้อนลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ช่วยให้ผิวแน่นกระชับและรูขุมขนเล็กลง
- ผลลัพธ์: ผู้รับบริการมักเห็นผลการยกกระชับทันทีประมาณ 20% หลังทำ และจะเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 2–3 เดือนเมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้นอย่างเต็มที่
- ความคุ้มค่า: ได้รับฉายาว่าเป็น “Little Thermage” เนื่องจากให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันในราคาที่ย่อมเยากว่า และมีความเจ็บน้อยกว่าด้วยระบบระบายความร้อน (Cooling system)
- ความคงทน: ผลลัพธ์จากการทำหนึ่งครั้งสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 8–12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวของแต่ละบุคคล (What is Oligio? The “Korean Thermage” with High Cost-Performance – Price, Results, and Aftercare Guide, Cosmopolitan HK, 2025)
ทำความรู้จัก Oligio เครื่องยกกระชับผิวที่ตอบโจทย์ผิวคนเอเชีย
หลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูง Monopolar RF ในการกระตุ้นคอลลาเจน
หลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบ Monopolar RF จะส่งพลังงานความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อทำให้เส้นใยคอลลาเจนเกิดการหดตัวทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยตัวเครื่องจะปล่อยพลังงานความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 40–60 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวที่หย่อนคล้อยกลับมาตึงกระชับ รูขุมขนเล็กลง และริ้วรอยลดเลือนอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 เดือนหลังการรักษา
Oligio ช่วยแก้ปัญหาผิวส่วนไหนได้บ้าง?
Oligio ช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวในระดับน้อยถึงปานกลาง ริ้วรอยร่องลึก และการสะสมของไขมันส่วนเกินบนใบหน้า โดยมีรายละเอียดการรักษาดังนี้:
- ยกกระชับใบหน้า: จัดการปัญหาแก้มห้อย (jowls), ความหย่อนคล้อยบริเวณแนวกราม และร่องแก้ม (nasolabial folds)
- ลดริ้วรอย: ช่วยให้ริ้วรอยเล็กๆ ดูจางลง เช่น รอยตีนกา ริ้วรอยบนหน้าผาก และเส้นริ้วบริเวณลำคอ
- สลายไขมันเฉพาะจุด: สามารถลดถุงไขมันขนาดเล็กเพื่อปรับรูปหน้าให้เป็น V-line เช่น บริเวณคางสองชั้น (double chin) หรือแก้มที่ป่องเกินไป
- ฟื้นฟูคุณภาพผิว: ช่วยกระชับรูขุมขนและปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้นจากการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ (Oligio: Non-Surgical RF for Fat Reduction & Skin Tightening, Aura Bangkok Clinic, 2023)
จุดเด่นของเครื่อง Oligio ที่แตกต่างจากเทคโนโลยียกกระชับอื่น
จุดเด่นของเครื่อง Oligio คือการใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ที่ออกแบบมาเพื่อผิวชาวเอเชียโดยเฉพาะ โดยเน้นความคุ้มค่าและความสบายขณะทำเป็นหลัก ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นดังนี้:
- ความสบายและปลอดภัย: มีระบบ Intelligent Cooling และการสั่นสะเทือนแบบ 3D เพื่อลดความเจ็บปวด ทำให้ไม่ต้องแปะยาชาในผู้ป่วยส่วนใหญ่ และมีเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิผิวแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันผิวไหม้
- ประสิทธิภาพการรักษา: ให้ผลลัพธ์การยกกระชับทันทีประมาณ 20% หลังทำ และช่วยสลายไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มหรือเหนียงไปพร้อมกับการกระตุ้นคอลลาเจน
- ความคุ้มค่า (High CP Value): ถูกขนานนามว่าเป็น “Little Thermage” เนื่องจากให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันแต่มีราคาที่ย่อมเยากว่าประมาณ 2-3 เท่า
- การออกแบบเฉพาะทาง: มีหัวทิปพิเศษ (F4.0 และ E0.25) ที่โค้งรับกับโครงหน้าของชาวเอเชียที่มีโหนกแก้มสูง ช่วยให้ส่งพลังงานได้สม่ำเสมอทั่วใบหน้าและรอบดวงตา
ผลลัพธ์หลังทำ Oligio อยู่ได้นานแค่ไหนและต้องทำกี่ช็อต?
ผลลัพธ์จากการทำ Oligio มักจะอยู่ได้นานประมาณ 8–12 เดือน ต่อการรักษาหนึ่งครั้ง โดยจำนวนช็อตที่แนะนำสำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้าและใต้คางคือ 600 ช็อต
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนช็อตและระยะเวลาของผลลัพธ์มีดังนี้:
- จำนวนช็อตตามสภาพผิว:
- 300 ช็อต: เหมาะสำหรับการเก็บรายละเอียดเฉพาะจุดหรือผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยน้อยมาก
- 600 ช็อต: เป็นจำนวนมาตรฐานสำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้าและลดเหนียง
- 900–1,200 ช็อต: แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยชัดเจนหรือมีชั้นไขมันสะสมหนา
- การเห็นผลลัพธ์: ผู้ป่วยมักเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีประมาณ 20% หลังทำ และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 2–3 เดือนหลังจากที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่เต็มที่
- การดูแลระยะยาว: เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ต่อเนื่อง แพทย์แนะนำให้กลับมาทำซ้ำประมาณปีละ 1 ครั้ง
จำนวนช็อตที่แนะนำ (300 Shots vs 600 Shots) สำหรับแต่ละปัญหาผิว
จำนวนช็อตที่แนะนำขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยของผิว โดย 300 ช็อตเหมาะสำหรับการแก้ไขปัญหาผิวเพียงเล็กน้อยหรือเฉพาะจุด ส่วน 600 ช็อตเป็นมาตรฐานสำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้าและใต้คาง รายละเอียดการเลือกจำนวนช็อตมีดังนี้:
- 300 ช็อต: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยน้อย (Mild) ช่วยในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยจางๆ (Fine lines) หรือเน้นการยกกระชับในบริเวณที่จำกัด
- 600 ช็อต: เป็นจำนวนมาตรฐานที่แนะนำสำหรับปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง (Moderate) เพื่อให้ครอบคลุมการยกกระชับทั่วทั้งใบหน้า รวมถึงการปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง (Face-slimming)
- 900-1,200 ช็อต: แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก หรือมีชั้นไขมันสะสมหนาในบริเวณกว้าง เพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจนยิ่งขึ้น (10 Things You Need to Know Before Doing Oligio, the Lifting Innovation of 2024, Lab X Clinic Blog, 2023)
ทำ Oligio กี่วันเห็นผล และควรทำบ่อยแค่ไหนเพื่อคงสภาพผิว?
การทำ Oligio จะเริ่มเห็นผลลัพธ์บางส่วนทันทีหลังทำประมาณ 20% เนื่องจากเส้นใยคอลลาเจนเกิดการหดตัว และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 2–3 เดือนหลังจากที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาอย่างเต็มที่ โดยแนะนำให้ทำซ้ำประมาณปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงสภาพผิวให้อ่อนเยาว์และกระชับในระยะยาว
เปรียบเทียบ Oligio vs Thermage vs Ulthera เลือกทำตัวไหนดีที่สุด?
การเลือกทำตัวไหนดีที่สุดขึ้นอยู่กับ ปัญหาผิว งบประมาณ และความอดทนต่อความเจ็บ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบดังนี้:
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Oligio | Thermage FLX | Ulthera (HIFU) |
|---|---|---|---|
| เทคโนโลยี | Monopolar RF (เน้นผิวชั้นหนังแท้) | Monopolar RF (เน้นผิวชั้นหนังแท้) | Focused Ultrasound (เน้นชั้น SMAS) |
| จุดเด่น | คุ้มค่า เจ็บน้อยมาก ไม่ต้องแปะยาชา | มาตรฐานสูงสุด ยกกระชับแน่นที่สุด | ยกหน้าเรียว ปรับโครงสร้างผิวชั้นลึก |
| ความรู้สึก | อุ่นๆ สบายผิว | ร้อนและเจ็บพอสมควร | เจ็บเหมือนเข็มจิ้มลึกๆ |
| ระยะเวลาผลลัพธ์ | ประมาณ 8–12 เดือน | ประมาณ 18–24 เดือน | ประมาณ 12 เดือน |
| ราคา | ย่อมเยา (ถูกกว่า Thermage 2-3 เท่า) | ราคาสูงที่สุด | ราคาสูงปานกลาง |
คำแนะนำในการเลือก:
- เลือก Oligio: หากคุณต้องการกระชับผิว ลดไขมันส่วนเกินบนใบหน้า (เช่น แก้มย้อย เหนียง) ในราคาที่คุ้มค่า และกลัวความเจ็บ
- เลือก Thermage FLX: หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนานที่สุด โดยไม่เกี่ยงเรื่องงบประมาณและความเจ็บ
- เลือก Ulthera: หากคุณมีปัญหาความหย่อนคล้อยจากโครงสร้างผิวชั้นลึก ต้องการยกคิ้ว หรือยกกรอบหน้าให้ชัดเจน (เหมาะกับคนผิวหน้าไม่หนามาก)
- การทำร่วมกัน: หลายคลินิกแนะนำให้ทำ Oligio ควบคู่กับ HIFU/Ulthera เพื่อเก็บงานทั้งชั้นผิวและชั้นกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน
Oligio กับ Thermage ต่างกันอย่างไรในเรื่องของราคาและผลลัพธ์?
Oligio มีราคาที่ย่อมเยากว่า Thermage ประมาณ 2-3 เท่า โดยให้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ใกล้เคียงกันแต่มีระยะเวลาคงอยู่สั้นกว่า
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองเทคโนโลยีมีดังนี้:
- ราคา: Oligio ได้รับฉายาว่าเป็น “Budget Thermage” เนื่องจากมีราคาถูกกว่ามาก โดยในประเทศไทยราคา 600 ช็อตจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท (800–1,000 USD) ในขณะที่ Thermage มักมีราคาสูงกว่า 2-3 เท่า
- ระยะเวลาของผลลัพธ์: ผลลัพธ์จาก Oligio มักคงอยู่ได้ประมาณ 8–12 เดือน จึงแนะนำให้ทำซ้ำปีละครั้ง ส่วน Thermage FLX สามารถคงผลลัพธ์ได้นานกว่าที่ประมาณ 18–24 เดือน
- ความเจ็บปวด: Oligio ถูกออกแบบมาให้เจ็บน้อยกว่ามากด้วยระบบระบายความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอัจฉริยะ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องแปะยาชา ในขณะที่ Thermage มักมีความรู้สึกเจ็บและร้อนมากกว่าจนต้องใช้ยาชาช่วย
- ความปลอดภัย: Oligio มีระบบเซนเซอร์ตรวจสอบอุณหภูมิผิวและแรงกดแบบเรียลไทม์ก่อนปล่อยพลังงานทุกช็อตเพื่อป้องกันผิวไหม้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าในด้านการควบคุมความปลอดภัยขณะทำ
Oligio กับ Ultraformer III หรือ Hifu ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิว?
การเลือกใช้ Oligio จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันส่วนเกินบนใบหน้าและต้องการกระชับผิวชั้นกลาง ในขณะที่ Ultraformer III หรือ HIFU จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับโครงสร้างผิวในชั้นลึก (SMAS)
ความแตกต่างในการเลือกให้เหมาะสมกับปัญหาผิวมีดังนี้:
- เลือก Oligio เมื่อ: ต้องการลดไขมันสะสม เช่น แก้มตอบ เหนียง หรือถุงใต้ตา พร้อมกับกระชับผิวให้เรียบเนียนและรูขุมขนเล็กลง เหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะและต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว (V-line)
- เลือก Ultraformer III / HIFU เมื่อ: ต้องการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง เช่น หนังตาตก ร่องแก้มลึก หรือกรอบหน้าไม่ชัด โดยเน้นการดึงผิวในชั้นลึกที่เครื่อง RF เข้าไม่ถึง เหมาะสำหรับคนที่มีผิวค่อนข้างบางหรือไม่มีไขมันส่วนเกินมากนัก
- การทำร่วมกัน: ในปัจจุบันคลินิกหลายแห่งแนะนำให้ทำทั้งสองอย่างร่วมกัน (Combination) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม ทั้งการกระชับผิวชั้นบนและยกหน้าในชั้นลึกไปพร้อมกัน (Oligio vs HIFU: What’s the Right Choice?, The Glam Clinic, 2025)
การเตรียมตัวและขั้นตอนการทำ Oligio ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ใครที่เหมาะกับการทำ Oligio และใครที่ควรหลีกเลี่ยง?
Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีริ้วรอย ร่องแก้ม ผิวไม่กระชับ หรือต้องการปรับรูปหน้า V-line และลดไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มหรือใต้คาง รวมถึงผู้ที่กลัวความเจ็บและต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติในราคาที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงการทำ Oligio ได้แก่:
- สตรีมีครรภ์หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่ฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)
- ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบของผิวหนัง ในบริเวณที่จะทำการรักษา เช่น เริม หรือแผลสด
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง เช่น เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรคลมชัก หรือโรคเกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
- ผู้ที่มีโลหะฝังอยู่ในบริเวณใบหน้า เช่น ไหมทองคำ หรือแผ่นดามกระดูกโลหะ
ขั้นตอนการทำ Oligio เจ็บไหม ต้องแปะยาชาหรือไม่?
การทำ Oligio โดยทั่วไปไม่เจ็บและไม่จำเป็นต้องแปะยาชา เนื่องจากตัวเครื่องมีระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ (Intelligent Cooling System) ที่จะพ่นสเปรย์ความเย็นออกมาพร้อมกับระบบสั่น (Vibration) เพื่อช่วยลดความรู้สึกขณะปล่อยพลังงาน ทำให้ผู้รับบริการส่วนใหญ่รู้สึกเพียงความอุ่นหรือร้อนวูบวาบเล็กน้อยในระดับที่ทนได้ (ประมาณ 2-3 เต็ม 10 คะแนน) อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ที่กังวลเรื่องความเจ็บปวดเป็นพิเศษ ทางคลินิกอาจมีตัวเลือกเสริม เช่น การแปะยาชาหรือการใช้ก๊าซหัวเราะเพื่อความสบายใจ แต่ในกรณีส่วนใหญ่มักทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ยาชา
ข้อควรปฏิบัติและการดูแลตัวเองหลังทำ Oligio เพื่อลดอาการบวม
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น หน้าบวม หรือรอยแดง หลังทำกี่วันหาย?
อาการบวมและรอยแดงหลังทำ Oligio มักจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 2 วัน โดยทั่วไปอาการแดงจะจางลงภายในไม่กี่นาทีหรือไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังการรักษา ส่วนอาการบวมเล็กน้อย (หากเกิดขึ้น) มักจะยุบตัวลงและกลับสู่สภาวะปกติภายใน 24–48 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ไม่สร้างบาดแผลบนผิวชั้นนอก จึงไม่มีระยะเวลาพักฟื้นที่ยาวนานและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
หลังทำ Oligio ห้ามทำอะไรบ้าง? ข้อห้ามสำคัญที่ควรระวัง
หลังทำ Oligio ควรหลีกเลี่ยงความร้อนสะสม กิจกรรมที่กระตุ้นการไหลเวียนเลือดมากเกินไป และการใช้สารสกัดที่ระคายเคืองผิว เพื่อลดโอกาสการบวมและช่วยให้คอลลาเจนฟื้นฟูได้ดีที่สุด โดยมีข้อห้ามสำคัญดังนี้:
- หลีกเลี่ยงความร้อน: งดการเข้าซาวน่า อาบน้ำร้อน แช่น้ำพุร้อน หรืออบไอน้ำ เป็นเวลาประมาณ 5–7 วัน
- งดออกกำลังกายหนัก: หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมากหรือตัวร้อนจัดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพราะอาจทำให้เส้นเลือดขยายตัวและรอยแดงหายช้าลง
- งดสกินแคร์กลุ่มผลัดเซลล์ผิว: งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด (AHA, BHA), เรตินอล หรือการสครับผิวอย่างน้อย 1–2 วัน
- เว้นระยะห่างจากหัตถการอื่น: หากต้องการฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ในบริเวณเดียวกัน ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้ความร้อนจาก RF ส่งผลต่อตัวยา
วิธีเช็คเครื่อง Oligio แท้ ดูอย่างไรให้มั่นใจก่อนรับบริการ
การตรวจสอบเครื่อง Oligio แท้สามารถทำได้โดยการสแกน QR Code บนตัวเครื่องและหัวทิปเพื่อยืนยันผ่านระบบตรวจสอบของแท้จากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรสังเกตดังนี้:
- ตรวจสอบตัวเครื่อง: เครื่องแท้ต้องมีตราสินค้า Serial Number และสติกเกอร์โฮโลแกรมที่ชัดเจน โดยคลินิกที่ได้มาตรฐานมักมี QR Code บนตัวเครื่องให้คนไข้สแกนเพื่อเช็คตำแหน่งที่ตั้งคลินิกและสถานะเครื่องผ่านระบบ GPS ในขณะนั้น
- ตรวจสอบหัวทิป (Probe): หัวทิปต้องเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและแกะกล่องใหม่ต่อหน้าคนไข้เสมอ โดยที่กล่องจะมี QR Code เฉพาะสำหรับสแกนตรวจสอบ ซึ่งหากหัวทิปเคยถูกใช้งานไปแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนทันทีว่าไม่สามารถใช้งานซ้ำได้
- สังเกตหน้าจอขณะทำ: หน้าจอเครื่อง Oligio จะแสดงจำนวนช็อตที่เหลืออยู่จริงตามแพ็กเกจที่เลือก (เช่น 300 หรือ 600 ช็อต) และมีระบบเซนเซอร์อัจฉริยะที่จะหยุดทำงานหากหัวทิปแนบไม่สนิทหรืออุณหภูมิผิวสูงเกินไป
- ความน่าเชื่อถือของคลินิก: เลือกรับบริการจากคลินิกที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งมักจะมีการแสดงใบประกาศนียบัตรจากตัวแทนจำหน่ายหรือสามารถตรวจสอบรายชื่อคลินิกได้จากเว็บไซต์ของผู้ผลิต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Oligio
ทำ Oligio แล้วหน้าบวมกี่วันถึงจะยุบเป็นปกติ?
อาการบวมหลังทำ Oligio มักจะ หายเป็นปกติภายใน 24–48 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่ผู้รับบริการจะไม่มีอาการบวมที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน หรืออาจมีเพียงความรู้สึกตึงและบวมเล็กน้อยบริเวณแนวกรามหรือรอบดวงตา ซึ่งจะค่อยๆ ยุบลงเองอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วันแรกหลังการรักษา
Oligio สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ เช่น โบท็อกซ์ หรือ ฟิลเลอร์ ได้ไหม?
คุณสามารถทำ Oligio ร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ แต่ต้องเว้นระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนจากคลื่นวิทยุ (RF) ส่งผลกระทบต่อตัวยาหรือฟิลเลอร์ที่ฉีดไป โดยมีข้อแนะนำดังนี้:
- กรณีฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ก่อน: ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ก่อนที่จะทำ Oligio ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้ตัวยาเซ็ตตัวและป้องกันไม่ให้ความร้อนทำให้ประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลดลงหรือฟิลเลอร์เคลื่อนที่
- กรณีทำ Oligio ก่อน: สามารถทำได้ และแนะนำให้เว้นระยะประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือรอจนกว่าอาการบวมจะหายสนิทก่อนจึงค่อยเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ เพื่อให้แพทย์ประเมินรูปหน้าและปริมาณยาที่ต้องใช้ได้อย่างแม่นยำหลังจากผิวเริ่มกระชับแล้ว
ทำ Oligio ออกกำลังกายได้ไหม หรือต้องงดแอลกอฮอล์กี่วัน?
คุณควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก และควรงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 วันหลังทำ Oligio เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดขยายตัวซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการบวมหรือรอยแดงนานขึ้น โดยมีข้อแนะนำเพิ่มเติมดังนี้:
- การออกกำลังกาย: แนะนำให้งดกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายร้อนจัดหรือเหงื่อออกมาก เช่น คาร์ดิโอหนักๆ หรือโยคะร้อน เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้ผิวฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่
- การดื่มแอลกอฮอล์: ควรจำกัดการดื่มในช่วงสัปดาห์แรก เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำและส่งผลต่อกระบวนการซ่อมแซมคอลลาเจนของผิว (Self-management precautions and follow them carefully, Toxnfill Global Beauty Clinic, 2024)
Oligio ราคาเท่าไหร่ และมีโปรโมชั่นคุ้มค่าที่ไหนดี?
ราคาของ Oligio โดยประมาณอยู่ที่ 25,000 บาท (หรือประมาณ 800–1,000 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการทำทั่วใบหน้าจำนวน 600 ช็อต ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและประหยัดกว่าการทำ Thermage ถึง 2-3 เท่า โดยมีรายละเอียดและแนวทางการเลือกโปรโมชั่นดังนี้:
- ช่วงราคาตามจำนวนช็อต: สำหรับการรักษาเฉพาะจุด (200–300 ช็อต) ราคาจะลดหลั่นลงมาเหลือเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ ในขณะที่แพ็กเกจมาตรฐาน 600 ช็อตจะครอบคลุมทั่วใบหน้าและใต้คาง
- โปรโมชั่นที่คุ้มค่า: คลินิกมักมีข้อเสนอพิเศษ เช่น แพ็กเกจ “600 ช็อต แถมฟรี 100 ช็อต” หรือการจัดเซตคู่กับบริการอื่น เช่น HIFU เพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่ดียิ่งขึ้น
- ข้อควรระวัง: หากพบราคาที่ถูกผิดปกติ ควรตรวจสอบความแท้ของเครื่องและหัวทิปผ่านการสแกน QR Code เนื่องจากเครื่องแท้เป็นอุปกรณ์ระดับพรีเมียมที่มีต้นทุนหัวทิปแบบใช้แล้วทิ้ง

