Skip to content

TEL : 081-841-5075, 02-258-4050

Facebook Instagram YouTube
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมดExpand
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิวExpand
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความExpand
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทยExpand
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
Consult a Doctor
Lifting

Oligio คืออะไร? ยกกระชับผิวหน้าและลดไขมันด้วย Monopolar RF

Byadmin กุมภาพันธ์ 12, 2026
By แพทย์หญิงนัชชนก หุ่นวิจิตร Updated on กุมภาพันธ์ 12, 2026
✦ Medically reviewed by  นายแพทย์เลอพงษ์ กรุดเงิน
Oligio คืออะไร? นวัตกรรมยกกระชับผิวหน้าและลดไขมันด้วย Monopolar RF ปี 2025

Oligio is a high-frequency Monopolar RF technology that lifts sagging skin and reduces facial fat by stimulating collagen, providing results that can last between 8 to 12 months.

Table of Contents

Toggle
  • โปรแกรม Oligio ช่วยเรื่องอะไรและเห็นผลจริงไหม?
  • ทำความรู้จัก Oligio เครื่องยกกระชับผิวที่ตอบโจทย์ผิวคนเอเชีย
    • หลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูง Monopolar RF ในการกระตุ้นคอลลาเจน
    • Oligio ช่วยแก้ปัญหาผิวส่วนไหนได้บ้าง?
    • จุดเด่นของเครื่อง Oligio ที่แตกต่างจากเทคโนโลยียกกระชับอื่น
  • ผลลัพธ์หลังทำ Oligio อยู่ได้นานแค่ไหนและต้องทำกี่ช็อต?
    • จำนวนช็อตที่แนะนำ (300 Shots vs 600 Shots) สำหรับแต่ละปัญหาผิว
    • ทำ Oligio กี่วันเห็นผล และควรทำบ่อยแค่ไหนเพื่อคงสภาพผิว?
  • เปรียบเทียบ Oligio vs Thermage vs Ulthera เลือกทำตัวไหนดีที่สุด?
    • Oligio กับ Thermage ต่างกันอย่างไรในเรื่องของราคาและผลลัพธ์?
    • Oligio กับ Ultraformer III หรือ Hifu ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิว?
  • การเตรียมตัวและขั้นตอนการทำ Oligio ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
    • ใครที่เหมาะกับการทำ Oligio และใครที่ควรหลีกเลี่ยง?
    • ขั้นตอนการทำ Oligio เจ็บไหม ต้องแปะยาชาหรือไม่?
  • ข้อควรปฏิบัติและการดูแลตัวเองหลังทำ Oligio เพื่อลดอาการบวม
    • อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น หน้าบวม หรือรอยแดง หลังทำกี่วันหาย?
    • หลังทำ Oligio ห้ามทำอะไรบ้าง? ข้อห้ามสำคัญที่ควรระวัง
  • วิธีเช็คเครื่อง Oligio แท้ ดูอย่างไรให้มั่นใจก่อนรับบริการ
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Oligio
    • ทำ Oligio แล้วหน้าบวมกี่วันถึงจะยุบเป็นปกติ?
    • Oligio สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ เช่น โบท็อกซ์ หรือ ฟิลเลอร์ ได้ไหม?
    • ทำ Oligio ออกกำลังกายได้ไหม หรือต้องงดแอลกอฮอล์กี่วัน?
    • Oligio ราคาเท่าไหร่ และมีโปรโมชั่นคุ้มค่าที่ไหนดี?

โปรแกรม Oligio ช่วยเรื่องอะไรและเห็นผลจริงไหม?

โปรแกรม Oligio เป็นเทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ที่ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ลดเลือนริ้วรอย และสลายไขมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นและผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วดังนี้:

  • การทำงาน: ส่งความร้อนลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ช่วยให้ผิวแน่นกระชับและรูขุมขนเล็กลง
  • ผลลัพธ์: ผู้รับบริการมักเห็นผลการยกกระชับทันทีประมาณ 20% หลังทำ และจะเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 2–3 เดือนเมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้นอย่างเต็มที่
  • ความคุ้มค่า: ได้รับฉายาว่าเป็น “Little Thermage” เนื่องจากให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันในราคาที่ย่อมเยากว่า และมีความเจ็บน้อยกว่าด้วยระบบระบายความร้อน (Cooling system)
  • ความคงทน: ผลลัพธ์จากการทำหนึ่งครั้งสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 8–12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวของแต่ละบุคคล (What is Oligio? The “Korean Thermage” with High Cost-Performance – Price, Results, and Aftercare Guide, Cosmopolitan HK, 2025)

ทำความรู้จัก Oligio เครื่องยกกระชับผิวที่ตอบโจทย์ผิวคนเอเชีย

หลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูง Monopolar RF ในการกระตุ้นคอลลาเจน

หลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบ Monopolar RF จะส่งพลังงานความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อทำให้เส้นใยคอลลาเจนเกิดการหดตัวทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยตัวเครื่องจะปล่อยพลังงานความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 40–60 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวที่หย่อนคล้อยกลับมาตึงกระชับ รูขุมขนเล็กลง และริ้วรอยลดเลือนอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 เดือนหลังการรักษา

Oligio ช่วยแก้ปัญหาผิวส่วนไหนได้บ้าง?

Oligio ช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวในระดับน้อยถึงปานกลาง ริ้วรอยร่องลึก และการสะสมของไขมันส่วนเกินบนใบหน้า โดยมีรายละเอียดการรักษาดังนี้:

  • ยกกระชับใบหน้า: จัดการปัญหาแก้มห้อย (jowls), ความหย่อนคล้อยบริเวณแนวกราม และร่องแก้ม (nasolabial folds)
  • ลดริ้วรอย: ช่วยให้ริ้วรอยเล็กๆ ดูจางลง เช่น รอยตีนกา ริ้วรอยบนหน้าผาก และเส้นริ้วบริเวณลำคอ
  • สลายไขมันเฉพาะจุด: สามารถลดถุงไขมันขนาดเล็กเพื่อปรับรูปหน้าให้เป็น V-line เช่น บริเวณคางสองชั้น (double chin) หรือแก้มที่ป่องเกินไป
  • ฟื้นฟูคุณภาพผิว: ช่วยกระชับรูขุมขนและปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้นจากการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ (Oligio: Non-Surgical RF for Fat Reduction & Skin Tightening, Aura Bangkok Clinic, 2023)

จุดเด่นของเครื่อง Oligio ที่แตกต่างจากเทคโนโลยียกกระชับอื่น

จุดเด่นของเครื่อง Oligio คือการใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ที่ออกแบบมาเพื่อผิวชาวเอเชียโดยเฉพาะ โดยเน้นความคุ้มค่าและความสบายขณะทำเป็นหลัก ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นดังนี้:

  • ความสบายและปลอดภัย: มีระบบ Intelligent Cooling และการสั่นสะเทือนแบบ 3D เพื่อลดความเจ็บปวด ทำให้ไม่ต้องแปะยาชาในผู้ป่วยส่วนใหญ่ และมีเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิผิวแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันผิวไหม้
  • ประสิทธิภาพการรักษา: ให้ผลลัพธ์การยกกระชับทันทีประมาณ 20% หลังทำ และช่วยสลายไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มหรือเหนียงไปพร้อมกับการกระตุ้นคอลลาเจน
  • ความคุ้มค่า (High CP Value): ถูกขนานนามว่าเป็น “Little Thermage” เนื่องจากให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันแต่มีราคาที่ย่อมเยากว่าประมาณ 2-3 เท่า
  • การออกแบบเฉพาะทาง: มีหัวทิปพิเศษ (F4.0 และ E0.25) ที่โค้งรับกับโครงหน้าของชาวเอเชียที่มีโหนกแก้มสูง ช่วยให้ส่งพลังงานได้สม่ำเสมอทั่วใบหน้าและรอบดวงตา

ผลลัพธ์หลังทำ Oligio อยู่ได้นานแค่ไหนและต้องทำกี่ช็อต?

ผลลัพธ์จากการทำ Oligio มักจะอยู่ได้นานประมาณ 8–12 เดือน ต่อการรักษาหนึ่งครั้ง โดยจำนวนช็อตที่แนะนำสำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้าและใต้คางคือ 600 ช็อต

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนช็อตและระยะเวลาของผลลัพธ์มีดังนี้:

  • จำนวนช็อตตามสภาพผิว:
    • 300 ช็อต: เหมาะสำหรับการเก็บรายละเอียดเฉพาะจุดหรือผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยน้อยมาก
    • 600 ช็อต: เป็นจำนวนมาตรฐานสำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้าและลดเหนียง
    • 900–1,200 ช็อต: แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยชัดเจนหรือมีชั้นไขมันสะสมหนา
  • การเห็นผลลัพธ์: ผู้ป่วยมักเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีประมาณ 20% หลังทำ และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 2–3 เดือนหลังจากที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่เต็มที่
  • การดูแลระยะยาว: เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ต่อเนื่อง แพทย์แนะนำให้กลับมาทำซ้ำประมาณปีละ 1 ครั้ง

จำนวนช็อตที่แนะนำ (300 Shots vs 600 Shots) สำหรับแต่ละปัญหาผิว

จำนวนช็อตที่แนะนำขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยของผิว โดย 300 ช็อตเหมาะสำหรับการแก้ไขปัญหาผิวเพียงเล็กน้อยหรือเฉพาะจุด ส่วน 600 ช็อตเป็นมาตรฐานสำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้าและใต้คาง รายละเอียดการเลือกจำนวนช็อตมีดังนี้:

  • 300 ช็อต: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยน้อย (Mild) ช่วยในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยจางๆ (Fine lines) หรือเน้นการยกกระชับในบริเวณที่จำกัด
  • 600 ช็อต: เป็นจำนวนมาตรฐานที่แนะนำสำหรับปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง (Moderate) เพื่อให้ครอบคลุมการยกกระชับทั่วทั้งใบหน้า รวมถึงการปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง (Face-slimming)
  • 900-1,200 ช็อต: แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก หรือมีชั้นไขมันสะสมหนาในบริเวณกว้าง เพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจนยิ่งขึ้น (10 Things You Need to Know Before Doing Oligio, the Lifting Innovation of 2024, Lab X Clinic Blog, 2023)

ทำ Oligio กี่วันเห็นผล และควรทำบ่อยแค่ไหนเพื่อคงสภาพผิว?

การทำ Oligio จะเริ่มเห็นผลลัพธ์บางส่วนทันทีหลังทำประมาณ 20% เนื่องจากเส้นใยคอลลาเจนเกิดการหดตัว และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 2–3 เดือนหลังจากที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาอย่างเต็มที่ โดยแนะนำให้ทำซ้ำประมาณปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงสภาพผิวให้อ่อนเยาว์และกระชับในระยะยาว

เปรียบเทียบ Oligio vs Thermage vs Ulthera เลือกทำตัวไหนดีที่สุด?

การเลือกทำตัวไหนดีที่สุดขึ้นอยู่กับ ปัญหาผิว งบประมาณ และความอดทนต่อความเจ็บ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบดังนี้:

หัวข้อเปรียบเทียบ Oligio Thermage FLX Ulthera (HIFU)
เทคโนโลยี Monopolar RF (เน้นผิวชั้นหนังแท้) Monopolar RF (เน้นผิวชั้นหนังแท้) Focused Ultrasound (เน้นชั้น SMAS)
จุดเด่น คุ้มค่า เจ็บน้อยมาก ไม่ต้องแปะยาชา มาตรฐานสูงสุด ยกกระชับแน่นที่สุด ยกหน้าเรียว ปรับโครงสร้างผิวชั้นลึก
ความรู้สึก อุ่นๆ สบายผิว ร้อนและเจ็บพอสมควร เจ็บเหมือนเข็มจิ้มลึกๆ
ระยะเวลาผลลัพธ์ ประมาณ 8–12 เดือน ประมาณ 18–24 เดือน ประมาณ 12 เดือน
ราคา ย่อมเยา (ถูกกว่า Thermage 2-3 เท่า) ราคาสูงที่สุด ราคาสูงปานกลาง

คำแนะนำในการเลือก:

  • เลือก Oligio: หากคุณต้องการกระชับผิว ลดไขมันส่วนเกินบนใบหน้า (เช่น แก้มย้อย เหนียง) ในราคาที่คุ้มค่า และกลัวความเจ็บ
  • เลือก Thermage FLX: หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนานที่สุด โดยไม่เกี่ยงเรื่องงบประมาณและความเจ็บ
  • เลือก Ulthera: หากคุณมีปัญหาความหย่อนคล้อยจากโครงสร้างผิวชั้นลึก ต้องการยกคิ้ว หรือยกกรอบหน้าให้ชัดเจน (เหมาะกับคนผิวหน้าไม่หนามาก)
  • การทำร่วมกัน: หลายคลินิกแนะนำให้ทำ Oligio ควบคู่กับ HIFU/Ulthera เพื่อเก็บงานทั้งชั้นผิวและชั้นกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน

Oligio กับ Thermage ต่างกันอย่างไรในเรื่องของราคาและผลลัพธ์?

Oligio มีราคาที่ย่อมเยากว่า Thermage ประมาณ 2-3 เท่า โดยให้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ใกล้เคียงกันแต่มีระยะเวลาคงอยู่สั้นกว่า

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองเทคโนโลยีมีดังนี้:

  • ราคา: Oligio ได้รับฉายาว่าเป็น “Budget Thermage” เนื่องจากมีราคาถูกกว่ามาก โดยในประเทศไทยราคา 600 ช็อตจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท (800–1,000 USD) ในขณะที่ Thermage มักมีราคาสูงกว่า 2-3 เท่า
  • ระยะเวลาของผลลัพธ์: ผลลัพธ์จาก Oligio มักคงอยู่ได้ประมาณ 8–12 เดือน จึงแนะนำให้ทำซ้ำปีละครั้ง ส่วน Thermage FLX สามารถคงผลลัพธ์ได้นานกว่าที่ประมาณ 18–24 เดือน
  • ความเจ็บปวด: Oligio ถูกออกแบบมาให้เจ็บน้อยกว่ามากด้วยระบบระบายความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอัจฉริยะ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องแปะยาชา ในขณะที่ Thermage มักมีความรู้สึกเจ็บและร้อนมากกว่าจนต้องใช้ยาชาช่วย
  • ความปลอดภัย: Oligio มีระบบเซนเซอร์ตรวจสอบอุณหภูมิผิวและแรงกดแบบเรียลไทม์ก่อนปล่อยพลังงานทุกช็อตเพื่อป้องกันผิวไหม้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าในด้านการควบคุมความปลอดภัยขณะทำ

Oligio กับ Ultraformer III หรือ Hifu ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิว?

การเลือกใช้ Oligio จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันส่วนเกินบนใบหน้าและต้องการกระชับผิวชั้นกลาง ในขณะที่ Ultraformer III หรือ HIFU จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับโครงสร้างผิวในชั้นลึก (SMAS)

ความแตกต่างในการเลือกให้เหมาะสมกับปัญหาผิวมีดังนี้:

  • เลือก Oligio เมื่อ: ต้องการลดไขมันสะสม เช่น แก้มตอบ เหนียง หรือถุงใต้ตา พร้อมกับกระชับผิวให้เรียบเนียนและรูขุมขนเล็กลง เหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะและต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว (V-line)
  • เลือก Ultraformer III / HIFU เมื่อ: ต้องการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง เช่น หนังตาตก ร่องแก้มลึก หรือกรอบหน้าไม่ชัด โดยเน้นการดึงผิวในชั้นลึกที่เครื่อง RF เข้าไม่ถึง เหมาะสำหรับคนที่มีผิวค่อนข้างบางหรือไม่มีไขมันส่วนเกินมากนัก
  • การทำร่วมกัน: ในปัจจุบันคลินิกหลายแห่งแนะนำให้ทำทั้งสองอย่างร่วมกัน (Combination) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม ทั้งการกระชับผิวชั้นบนและยกหน้าในชั้นลึกไปพร้อมกัน (Oligio vs HIFU: What’s the Right Choice?, The Glam Clinic, 2025)

การเตรียมตัวและขั้นตอนการทำ Oligio ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ใครที่เหมาะกับการทำ Oligio และใครที่ควรหลีกเลี่ยง?

Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีริ้วรอย ร่องแก้ม ผิวไม่กระชับ หรือต้องการปรับรูปหน้า V-line และลดไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มหรือใต้คาง รวมถึงผู้ที่กลัวความเจ็บและต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติในราคาที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงการทำ Oligio ได้แก่:

  • สตรีมีครรภ์หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตร
  • ผู้ที่ฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบของผิวหนัง ในบริเวณที่จะทำการรักษา เช่น เริม หรือแผลสด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง เช่น เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรคลมชัก หรือโรคเกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
  • ผู้ที่มีโลหะฝังอยู่ในบริเวณใบหน้า เช่น ไหมทองคำ หรือแผ่นดามกระดูกโลหะ

ขั้นตอนการทำ Oligio เจ็บไหม ต้องแปะยาชาหรือไม่?

การทำ Oligio โดยทั่วไปไม่เจ็บและไม่จำเป็นต้องแปะยาชา เนื่องจากตัวเครื่องมีระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ (Intelligent Cooling System) ที่จะพ่นสเปรย์ความเย็นออกมาพร้อมกับระบบสั่น (Vibration) เพื่อช่วยลดความรู้สึกขณะปล่อยพลังงาน ทำให้ผู้รับบริการส่วนใหญ่รู้สึกเพียงความอุ่นหรือร้อนวูบวาบเล็กน้อยในระดับที่ทนได้ (ประมาณ 2-3 เต็ม 10 คะแนน) อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ที่กังวลเรื่องความเจ็บปวดเป็นพิเศษ ทางคลินิกอาจมีตัวเลือกเสริม เช่น การแปะยาชาหรือการใช้ก๊าซหัวเราะเพื่อความสบายใจ แต่ในกรณีส่วนใหญ่มักทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ยาชา

ข้อควรปฏิบัติและการดูแลตัวเองหลังทำ Oligio เพื่อลดอาการบวม

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น หน้าบวม หรือรอยแดง หลังทำกี่วันหาย?

อาการบวมและรอยแดงหลังทำ Oligio มักจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 2 วัน โดยทั่วไปอาการแดงจะจางลงภายในไม่กี่นาทีหรือไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังการรักษา ส่วนอาการบวมเล็กน้อย (หากเกิดขึ้น) มักจะยุบตัวลงและกลับสู่สภาวะปกติภายใน 24–48 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ไม่สร้างบาดแผลบนผิวชั้นนอก จึงไม่มีระยะเวลาพักฟื้นที่ยาวนานและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที

หลังทำ Oligio ห้ามทำอะไรบ้าง? ข้อห้ามสำคัญที่ควรระวัง

หลังทำ Oligio ควรหลีกเลี่ยงความร้อนสะสม กิจกรรมที่กระตุ้นการไหลเวียนเลือดมากเกินไป และการใช้สารสกัดที่ระคายเคืองผิว เพื่อลดโอกาสการบวมและช่วยให้คอลลาเจนฟื้นฟูได้ดีที่สุด โดยมีข้อห้ามสำคัญดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงความร้อน: งดการเข้าซาวน่า อาบน้ำร้อน แช่น้ำพุร้อน หรืออบไอน้ำ เป็นเวลาประมาณ 5–7 วัน
  • งดออกกำลังกายหนัก: หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมากหรือตัวร้อนจัดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพราะอาจทำให้เส้นเลือดขยายตัวและรอยแดงหายช้าลง
  • งดสกินแคร์กลุ่มผลัดเซลล์ผิว: งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด (AHA, BHA), เรตินอล หรือการสครับผิวอย่างน้อย 1–2 วัน
  • เว้นระยะห่างจากหัตถการอื่น: หากต้องการฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ในบริเวณเดียวกัน ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้ความร้อนจาก RF ส่งผลต่อตัวยา

วิธีเช็คเครื่อง Oligio แท้ ดูอย่างไรให้มั่นใจก่อนรับบริการ

การตรวจสอบเครื่อง Oligio แท้สามารถทำได้โดยการสแกน QR Code บนตัวเครื่องและหัวทิปเพื่อยืนยันผ่านระบบตรวจสอบของแท้จากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรสังเกตดังนี้:

  • ตรวจสอบตัวเครื่อง: เครื่องแท้ต้องมีตราสินค้า Serial Number และสติกเกอร์โฮโลแกรมที่ชัดเจน โดยคลินิกที่ได้มาตรฐานมักมี QR Code บนตัวเครื่องให้คนไข้สแกนเพื่อเช็คตำแหน่งที่ตั้งคลินิกและสถานะเครื่องผ่านระบบ GPS ในขณะนั้น
  • ตรวจสอบหัวทิป (Probe): หัวทิปต้องเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและแกะกล่องใหม่ต่อหน้าคนไข้เสมอ โดยที่กล่องจะมี QR Code เฉพาะสำหรับสแกนตรวจสอบ ซึ่งหากหัวทิปเคยถูกใช้งานไปแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนทันทีว่าไม่สามารถใช้งานซ้ำได้
  • สังเกตหน้าจอขณะทำ: หน้าจอเครื่อง Oligio จะแสดงจำนวนช็อตที่เหลืออยู่จริงตามแพ็กเกจที่เลือก (เช่น 300 หรือ 600 ช็อต) และมีระบบเซนเซอร์อัจฉริยะที่จะหยุดทำงานหากหัวทิปแนบไม่สนิทหรืออุณหภูมิผิวสูงเกินไป
  • ความน่าเชื่อถือของคลินิก: เลือกรับบริการจากคลินิกที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งมักจะมีการแสดงใบประกาศนียบัตรจากตัวแทนจำหน่ายหรือสามารถตรวจสอบรายชื่อคลินิกได้จากเว็บไซต์ของผู้ผลิต

Oligio คืออะไร? นวัตกรรมยกกระชับผิวหน้าและลดไขมันด้วย Monopolar RF ปี 2025 Infographic

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Oligio

ทำ Oligio แล้วหน้าบวมกี่วันถึงจะยุบเป็นปกติ?

อาการบวมหลังทำ Oligio มักจะ หายเป็นปกติภายใน 24–48 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่ผู้รับบริการจะไม่มีอาการบวมที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน หรืออาจมีเพียงความรู้สึกตึงและบวมเล็กน้อยบริเวณแนวกรามหรือรอบดวงตา ซึ่งจะค่อยๆ ยุบลงเองอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วันแรกหลังการรักษา

Oligio สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ เช่น โบท็อกซ์ หรือ ฟิลเลอร์ ได้ไหม?

คุณสามารถทำ Oligio ร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ แต่ต้องเว้นระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนจากคลื่นวิทยุ (RF) ส่งผลกระทบต่อตัวยาหรือฟิลเลอร์ที่ฉีดไป โดยมีข้อแนะนำดังนี้:

  • กรณีฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ก่อน: ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ก่อนที่จะทำ Oligio ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้ตัวยาเซ็ตตัวและป้องกันไม่ให้ความร้อนทำให้ประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลดลงหรือฟิลเลอร์เคลื่อนที่
  • กรณีทำ Oligio ก่อน: สามารถทำได้ และแนะนำให้เว้นระยะประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือรอจนกว่าอาการบวมจะหายสนิทก่อนจึงค่อยเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ เพื่อให้แพทย์ประเมินรูปหน้าและปริมาณยาที่ต้องใช้ได้อย่างแม่นยำหลังจากผิวเริ่มกระชับแล้ว

ทำ Oligio ออกกำลังกายได้ไหม หรือต้องงดแอลกอฮอล์กี่วัน?

คุณควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก และควรงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 วันหลังทำ Oligio เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดขยายตัวซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการบวมหรือรอยแดงนานขึ้น โดยมีข้อแนะนำเพิ่มเติมดังนี้:

  • การออกกำลังกาย: แนะนำให้งดกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายร้อนจัดหรือเหงื่อออกมาก เช่น คาร์ดิโอหนักๆ หรือโยคะร้อน เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้ผิวฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่
  • การดื่มแอลกอฮอล์: ควรจำกัดการดื่มในช่วงสัปดาห์แรก เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำและส่งผลต่อกระบวนการซ่อมแซมคอลลาเจนของผิว (Self-management precautions and follow them carefully, Toxnfill Global Beauty Clinic, 2024)

Oligio ราคาเท่าไหร่ และมีโปรโมชั่นคุ้มค่าที่ไหนดี?

ราคาของ Oligio โดยประมาณอยู่ที่ 25,000 บาท (หรือประมาณ 800–1,000 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการทำทั่วใบหน้าจำนวน 600 ช็อต ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและประหยัดกว่าการทำ Thermage ถึง 2-3 เท่า โดยมีรายละเอียดและแนวทางการเลือกโปรโมชั่นดังนี้:

  • ช่วงราคาตามจำนวนช็อต: สำหรับการรักษาเฉพาะจุด (200–300 ช็อต) ราคาจะลดหลั่นลงมาเหลือเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ ในขณะที่แพ็กเกจมาตรฐาน 600 ช็อตจะครอบคลุมทั่วใบหน้าและใต้คาง
  • โปรโมชั่นที่คุ้มค่า: คลินิกมักมีข้อเสนอพิเศษ เช่น แพ็กเกจ “600 ช็อต แถมฟรี 100 ช็อต” หรือการจัดเซตคู่กับบริการอื่น เช่น HIFU เพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่ดียิ่งขึ้น
  • ข้อควรระวัง: หากพบราคาที่ถูกผิดปกติ ควรตรวจสอบความแท้ของเครื่องและหัวทิปผ่านการสแกน QR Code เนื่องจากเครื่องแท้เป็นอุปกรณ์ระดับพรีเมียมที่มีต้นทุนหัวทิปแบบใช้แล้วทิ้ง

แนะแนวเรื่อง

Previous Previous
ฉีดปากกระจับ ปรับทรงปากอวบอิ่มเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย ราคาล่าสุด

สาขาพรีวาโต คลินิก

    สาขาอโศก ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารมิดทาวน์
    Phone: 02-258-4050 , 081-841-5075
    สาขาสีลม ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์
    Phone: 02-780-2011 , 098-272-5244
    สาขาราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะคริสตัล เอสบี (ด้านบนร้านสตาร์บัคส์)
    Phone: 02-102-2778 , 098-272-5244

ติดต่อเรา

    Facebook: Privato Clinic
    Messenger: Privato Clinic
    Instagram: privatoclinic
    Email: privatoclinic@gmail.com
    Line: @privatoclinic

Copyright© 2022-2024. All Rights Reserved

Scroll to top
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมด
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิว
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความ
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Facebook Instagram YouTube