ฉีดปากกระจับ ปรับทรงปากอวบอิ่มเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย ราคาล่าสุด

การฉีดปากกระจับ คือการใช้สารเติมเต็มไฮยาลูโรนิกแอซิดเพื่อปรับแต่งรูปทรงริมฝีปากให้อวบอิ่มและสมมาตรอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งมักเห็นผลชัดเจนภายใน 7 ถึง 14 วันหลังการรักษา
การฉีดปากกระจับคืออะไร และช่วยแก้ปัญหาทรงปากได้อย่างไร?
การฉีดปากกระจับคือการใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) เพื่อปรับแต่งรูปทรงริมฝีปากให้มีความสมมาตรและมีส่วนโค้งเว้าที่สวยงาม โดยหัตถการนี้ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากบางหรือรูปทรงไม่เท่ากันให้ดูอิ่มเอิบและสมดุลมากขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด อีกทั้งยังสามารถช่วยปรับสัดส่วนริมฝีปากบนและล่างให้รับกับใบหน้า รวมถึงช่วยยกมุมปากที่ตกให้ดูสดใสขึ้นได้ (Lip / Mouth Corner Filler – How to Achieve a Natural Result (Clinic Column), Primi Clinic, 2025)
ฉีดฟิลเลอร์ปากกระจับกับผ่าตัดปากกระจับ ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี?
การฉีดฟิลเลอร์ปากกระจับเป็นการเติมสารไฮยาลูโรนิกแอซิดเพื่อปรับรูปทรงแบบชั่วคราวและไม่ต้องพักฟื้น ในขณะที่การผ่าตัดปากกระจับเป็นการทำศัลยกรรมเพื่อตัดแต่งเนื้อปากให้เป็นรูปทรงถาวรซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า
ข้อแตกต่างและการเลือกใช้มีรายละเอียดดังนี้:
- วิธีการและระยะเวลา: ฟิลเลอร์ใช้การฉีดเพียง 15–30 นาที เห็นผลทันทีและอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน ส่วนการผ่าตัดเป็นการกรีดตัดเนื้อเยื่อซึ่งให้ผลลัพธ์ถาวรแต่ต้องรอแผลหายประมาณ 1 สัปดาห์
- ความยืดหยุ่น: ฟิลเลอร์สามารถปรับแต่งความอิ่มฟูได้ตามต้องการและสลายออกได้ด้วยเอนไซม์หากไม่พอใจ แต่การผ่าตัดหากทำแล้วแก้ไขได้ยากกว่า
- การเลือกใช้:
- เลือกฉีดฟิลเลอร์: หากคุณยังเป็นวัยรุ่น ต้องการเพิ่มความอิ่มเอิบเล็กน้อย หรืออยากทดลองรูปทรงปากก่อนตัดสินใจทำถาวร
- เลือกผ่าตัด: หากคุณมีปัญหาปากหนามาก ปากคว่ำ หรือมีภาวะปากบางจากอายุที่มากขึ้นซึ่งฟิลเลอร์ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างได้ (Lip Fillers or Lip Lift: Which Is the Better Option for You?, drandrewfrankel.com, 2024)
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ปากกระจับที่เหนือกว่าการผ่าตัด
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ปากคือเป็นวิธีที่เจ็บตัวน้อยกว่า ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถสลายออกได้หากไม่พอใจผลลัพธ์ การฉีดฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและสามารถปรับแต่งรูปทรงได้ละเอียดตามความต้องการของแต่ละบุคคลในเวลาเพียง 15–30 นาที ต่างจากการผ่าตัดยกริมฝีปากที่เป็นการรักษาแบบถาวรซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นและต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า (Lip Augmentation vs. Dermal Fillers, Weber Facial Plastic Surgery, n.d.)
เปรียบเทียบผลลัพธ์ ระยะเวลาพักฟื้น และความคุ้มค่า
การฉีดฟิลเลอร์ปากและการผ่าตัดยกริมฝีปากมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้าน ผลลัพธ์ ระยะเวลาพักฟื้น และความคุ้มค่าในระยะยาว ดังนี้:
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การฉีดฟิลเลอร์ปาก (Lip Filler) | การผ่าตัดยกริมฝีปาก (Lip Lift) |
|---|---|---|
| ผลลัพธ์ | ให้ความเป็นธรรมชาติ ปรับแต่งรูปทรงได้ละเอียด และสามารถสลายออกได้หากไม่พอใจ | ให้ผลลัพธ์ที่ถาวร เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน และช่วยแก้ปัญหาปากบางจากอายุที่มากขึ้นได้ดีกว่า |
| ระยะเวลาพักฟื้น | แทบไม่ต้องพักฟื้น มีอาการบวมเล็กน้อยประมาณ 3-7 วัน และเห็นผลทันที | ต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 สัปดาห์ อาจมีอาการบวม ช้ำ และมีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด |
| ความคุ้มค่า | ค่าใช้จ่ายต่อครั้งต่ำกว่า แต่ต้องฉีดซ้ำทุก 6-12 เดือน ทำให้มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง | ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า แต่คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ถาวรโดยไม่ต้องดูแลบ่อย |
การฉีดฟิลเลอร์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มวอลลุ่มและปรับรูปทรงปากเล็กน้อยโดยไม่ต้องการข้อผูกมัดถาวร ในขณะที่การผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากบนยาวหรือต้องการการเปลี่ยนแปลงที่คงทน (Lip Rejuvenation After 40: Comparing Lip Lifts, Fillers, and Advanced Treatments for Natural Results, Salisbury Plastic Surgery, 2025)
ทรงปากกระจับยอดนิยมที่เหมาะกับรูปหน้าคนไทย
ฉีดปากกระจับ 1cc เพียงพอไหม หรือต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่?
การฉีดฟิลเลอร์ปากปริมาณ 1 cc มักจะเพียงพอสำหรับการเสริมริมฝีปากครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูอิ่มเอิบและเป็นธรรมชาติ
โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณ 1 cc (หรือ 1 หลอด) สามารถช่วยเพิ่มความชัดเจนของขอบปากและเติมเต็มเนื้อปากทั้งบนและล่างให้ดูสมดุลได้ในคราวเดียว สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสมมีดังนี้:
- สำหรับการเริ่มต้น: แพทย์มักแนะนำให้เริ่มที่ 1 cc เพื่อประเมินผลลัพธ์หลังจากอาการบวมยุบลง ซึ่งโดยปกติจะแบ่งฉีดประมาณข้างละ 0.5 cc
- หากต้องการความอิ่มเอิบมากเป็นพิเศษ: อาจใช้ปริมาณรวมประมาณ 1.5 cc (เช่น 1 หลอดครึ่ง) แต่ควรแบ่งทำหลายเซสชันเพื่อป้องกันการฉีดที่มากเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ
- ข้อควรระวัง: ไม่แนะนำให้ฉีดเกิน 1–2 cc ในครั้งเดียว เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการบวมและอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้ (How Many mL Is 1cc of Filler?, HBIO Clinic, 2025)
เทคนิคการปั้นทรงปากให้ดูละมุน ไม่เป็นก้อน
เทคนิคสำคัญในการปั้นทรงปากให้ดูละมุนและไม่เป็นก้อนคือการฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่เหมาะสมและใช้เทคนิคการฉีดในชั้นผิวที่ถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เทคนิคการฉีดแบบค่อยๆ ปล่อยสารเติมเต็ม (Retrograde linear threading) เพื่อให้ฟิลเลอร์กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอตามแนวขอบปาก และการฉีดแบบจุดเล็กๆ (Micro-droplet) ในบริเวณที่ต้องการความชัดเจน เช่น กระจับปาก เพื่อป้องกันการเกิดก้อนแข็ง ที่สำคัญต้องฉีดในชั้นเนื้อเยื่อที่เหมาะสม (Submucosal plane) เพราะหากฉีดตื้นเกินไปอาจทำให้เห็นเป็นก้อนขาวหรือผิวไม่เรียบเนียน แต่หากฉีดลึกเกินไปอาจเสี่ยงต่อการบวมมากหรือฉีดเข้าเส้นเลือดได้ นอกจากนี้การนวดคลึงเบาๆ โดยแพทย์ทันทีหลังฉีดจะช่วยให้ฟิลเลอร์กลืนไปกับเนื้อปากได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Lip / Mouth Corner Filler – How to Achieve a Natural Result (Clinic Column), Primi Clinic, 2025)
ฉีดปากกระจับอันตรายไหม? ข้อควรระวังและวิธีเช็กฟิลเลอร์แท้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดและวิธีป้องกัน
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังการฉีดฟิลเลอร์ปากคืออาการบวม แดง เขียวช้ำ และรู้สึกตึงหรือเจ็บในบริเวณที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและมักจะหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์ โดยอาการบวมจะเห็นชัดที่สุดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก และจะเริ่มยุบตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในวันที่ 3 จนกระทั่งเห็นผลลัพธ์ที่เข้าที่ภายใน 7–14 วัน
วิธีป้องกันและดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงมีดังนี้:
- ก่อนการฉีด: ควรงดรับประทานยาและอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน น้ำมันปลา และวิตามินอี อย่างน้อย 1 สัปดาห์ รวมถึงงดดื่มแอลกอฮอล์ 24–48 ชั่วโมงก่อนทำ
- หลังการฉีด: ประคบเย็นในช่วงแรกเพื่อลดบวม งดออกกำลังกายหนัก งดเข้าซาวน่าหรือสัมผัสความร้อน และหลีกเลี่ยงการใช้หลอดดูดน้ำหรือการสูบบุหรี่ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- การเลือกคลินิก: ควรรับบริการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟิลเลอร์ที่ใช้เป็นของแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. เท่านั้น (Lip Fillers: Swelling, Longevity & Aftercare Guide, The Metro Clinic (Bangkok), 2025)
สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณควรกลับมาพบแพทย์ทันที
คุณควรกลับมาพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดอย่างรุนแรง สีผิวบริเวณริมฝีปากเปลี่ยนไป หรือมีอาการบวมที่แย่ลงเรื่อยๆ สัญญาณเตือนที่สำคัญประกอบด้วย:
- การเปลี่ยนแปลงของสีผิว: มีรอยซีดขาว (blanching) หรือรอยคล้ำผิดปกติ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการอุดตันของหลอดเลือด
- ความเจ็บปวดผิดปกติ: อาการปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะค่อยๆ ทุเลาลง
- ปัญหาด้านการมองเห็น: หากมีอาการตาพร่ามัวหรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลงกะทันหันระหว่างหรือหลังการฉีด ถือเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องรักษาทันที
- สัญญาณการติดเชื้อ: มีไข้ ผิวหนังบริเวณที่ฉีดมีความร้อนจัด มีหนอง หรือมีอาการบวมแดงที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านไปแล้ว 48-72 ชั่วโมง (Dermal Filler Do’s and Don’ts for Wrinkles, Lips and More, U.S. Food and Drug Administration, 2023)
การเตรียมตัวก่อนฉีดปากกระจับเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การเตรียมตัวที่สำคัญที่สุดคือการงดรับประทานยาและอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนฉีด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำและอาการบวม
แนวทางการเตรียมตัวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมีดังนี้:
- งดกลุ่มยาและอาหารเสริม: หลีกเลี่ยงแอสไพริน, ไอบูโพรเฟน, น้ำมันปลา (Fish oil), วิตามินอี, สารสกัดจากแปะก๊วย และกระเทียมอัดเม็ด
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรงดอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเลือดหยุดไหลช้าลง
- ดูแลสุขภาพริมฝีปาก: หากมีเริมหรือการติดเชื้อบริเวณริมฝีปาก ควรเลื่อนการฉีดออกไปจนกว่าจะหายดี และควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้ริมฝีปากมีความชุ่มชื้น
- ปรึกษาแพทย์: เตรียมรูปทรงปากที่ต้องการเพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ตามโครงสร้างใบหน้า และแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด (Lip Fillers: Swelling, Longevity & Aftercare Guide, The Metro Clinic (Bangkok), 2025)
วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดปากกระจับ ห้ามกินอะไรบ้างเพื่อให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน?
หลังการฉีดฟิลเลอร์ปากควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ อาหารรสจัด และอาหารที่ร้อนจัดในช่วง 48 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวมและอักเสบ
ข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่และคงผลลัพธ์ได้นานขึ้นมีดังนี้:
- สิ่งที่ห้ามรับประทาน:
- แอลกอฮอล์: ควรเลี่ยงอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง เพราะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเพิ่มอาการบวม
- อาหารร้อนจัดและของเผ็ด: ความร้อนและเครื่องเทศอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดการระคายเคืองบริเวณที่ฉีด
- อาหารรสเค็มจัด: โซเดียมที่สูงเกินไปอาจทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและส่งผลให้ปากบวมมากขึ้น
- ข้อห้ามและข้อควรระวังอื่น ๆ:
- งดสูบบุหรี่: การทำปากจู๋ขณะสูบบุหรี่และการสัมผัสสารพิษอาจขัดขวางการสมานตัวของแผล
- งดใช้หลอดดูดน้ำ: ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกควรเลี่ยงการใช้หลอดเพื่อไม่ให้เกิดแรงกดเบียดที่ริมฝีปาก
- งดออกกำลังกายหนัก: เลี่ยงการออกกำลังกายที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจหรือทำให้ใบหน้าร้อนในช่วง 2 วันแรก
- งดสัมผัสรุนแรง: ห้ามจับ นวด หรือจูบอย่างรุนแรงในช่วง 2–3 วันแรก เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือการติดเชื้อจากมือที่ไม่สะอาด
- การดูแลเพื่อให้อยู่ได้นาน: ควรดื่มน้ำมาก ๆ เนื่องจากไฮยาลูรอนิกแอซิดเป็นสารที่อุ้มน้ำได้ดี และควรทาลิปมันที่มีสารป้องกันแสงแดดเพื่อลดการสลายตัวของฟิลเลอร์จากรังสี UV (What to Avoid After Lip Filler Injection: 5 Key Things to Skip for Best Results, HBIO Clinic, 2025)
ฉีดปากกระจับกี่วันหายบวม และกี่วันถึงจะเห็นทรงชัดเจน?
การฉีดปากกระจับจะเริ่มหายบวมอย่างชัดเจนภายใน 3 วัน และจะเห็นทรงปากที่สวยงามชัดเจนที่สุดหลังจากฉีดประมาณ 7 ถึง 14 วัน เมื่อเนื้อเยื่อหายดีและฟิลเลอร์เซตตัวเข้าที่เรียบร้อยแล้ว (Lip Fillers: Swelling, Longevity & Aftercare Guide, The Metro Clinic (Bangkok), 2025)
ข้อห้ามสำคัญในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการฉีด
ข้อห้ามสำคัญในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการฉีดฟิลเลอร์ปากคือการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มการไหลเวียนเลือดหรือความร้อนสู่ใบหน้า และการสัมผัสบริเวณริมฝีปาก โดยมีรายละเอียดข้อควรระวังดังนี้:
- กิจกรรมทางกาย: งดการออกกำลังกายหนัก การก้มตัว หรือการยกของหนักเพื่อป้องกันอาการบวมและช้ำที่มากขึ้น
- ความร้อนและอาหาร: หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด เช่น ซาวน่า อ่างน้ำร้อน รวมถึงงดเครื่องดื่มร้อนและอาหารรสเผ็ดจัดที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว
- การสัมผัส: ห้ามสัมผัส กด หรือนวดริมฝีปากด้วยตนเอง และงดการใช้หลอดดูดน้ำหรือกิจกรรมที่ต้องเม้มปากในช่วงวันแรก
- สารภิรมย์และเครื่องสำอาง: งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ รวมถึงงดการทาลิปสติกหรือแต่งหน้าบริเวณริมฝีปากเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากรอยเข็มที่ยังไม่ปิดสนิท (What to Avoid After Lip Filler Injection: 5 Key Things to Skip for Best Results, HBIO Clinic, 2025)
ฉีดปากกระจับราคาเท่าไหร่? ปัจจัยที่ทำให้ราคาแต่ละคลินิกแตกต่างกัน
ราคาการฉีดฟิลเลอร์ปากโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 400 ถึง 800 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 13,000 – 26,000 บาท) ต่อปริมาณ 1 ซีซี โดยปัจจัยที่ทำให้ราคาในแต่ละคลินิกแตกต่างกันประกอบด้วย:
- ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์: ฟิลเลอร์เกรดพรีเมียมหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่ามักมีราคาสูงกว่า
- ปริมาณที่ใช้: จำนวนซีซีที่ใช้จริงตามความต้องการของคนไข้ หากต้องการความอวบอิ่มมากราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนหลอด
- ความเชี่ยวชาญของแพทย์: แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงหรือมีชื่อเสียงด้านศิลปะการปรับรูปหน้ามักมีค่าบริการที่สะท้อนถึงทักษะและความปลอดภัย
- ชื่อเสียงและทำที่ตั้งของคลินิก: คลินิกที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจหรือมีมาตรฐานการบริการระดับสูงจะมีค่าใช้จ่ายด้านการจัดการที่รวมอยู่ในราคา
- บริการเสริม: บางคลินิกอาจรวมค่าตรวจติดตามผล ชุดดูแลหลังทำ หรือการเติมแต่งฟรีไว้ในแพ็กเกจ (How Much Does Lip Filler Cost? Factors That Influence Pricing, InjectCo, 2025)
เลือกคลินิกฉีดปากกระจับที่ไหนดี? เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจเพื่อความปลอดภัย
การเลือกคลินิกฉีดปากกระจับควรพิจารณาจาก ความเชี่ยวชาญของแพทย์ สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และการใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยที่สุด โดยมีเช็กลิสต์สำคัญดังนี้:
- คุณสมบัติของผู้ฉีด: ต้องเป็นแพทย์ที่มีใบอนุญาตและประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า เพื่อลดความเสี่ยงในการฉีดเข้าเส้นเลือดหรือการเกิดก้อน
- สถานที่ให้บริการ: ต้องเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลที่สะอาด มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบถ้วน และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ไม่ควรฉีดในคอนโดหรือสถานบริการที่ไม่ใช่สถานพยาบาล
- การตรวจสอบผลิตภัณฑ์: คลินิกต้องเปิดกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้า และสามารถตรวจสอบเลข Lot การผลิตกับบริษัทนำเข้าได้ เพื่อป้องกันฟิลเลอร์ปลอมหรือยาหิ้วที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ความสมเหตุสมผลของราคา: หลีกเลี่ยงคลินิกที่ตั้งราคาถูกผิดปกติ เนื่องจากอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพหรือแพทย์ที่ขาดประสบการณ์
- การให้คำปรึกษาและติดตามผล: แพทย์ควรประเมินโครงสร้างใบหน้าก่อนฉีด และมีการนัดติดตามอาการหลังทำเพื่อดูแลความเรียบร้อย (Dermal Filler Do’s and Don’ts for Wrinkles, Lips and More, U.S. Food and Drug Administration, 2023)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดปากกระจับ
ฉีดปากกระจับอยู่ได้กี่เดือน?
การฉีดฟิลเลอร์ปากกระจับโดยทั่วไปจะคงผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6 ถึง 12 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ที่ใช้และการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล
เนื่องจากริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย ฟิลเลอร์อาจสลายตัวเร็วกว่าบริเวณอื่น ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะกลับมาฉีดซ้ำในช่วงเดือนที่ 6 ถึง 9 เพื่อรักษาความอวบอิ่มและรูปทรงให้คงเดิม ทั้งนี้ ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ เช่น การสูบบุหรี่หรือการออกกำลังกายหนัก อาจส่งผลให้ฟิลเลอร์สลายตัวเร็วขึ้นกว่าปกติ (Lip Fillers: Swelling, Longevity & Aftercare Guide, The Metro Clinic (Bangkok), 2025)
ฉีดปากกระจับเจ็บไหม ขณะทำรู้สึกอย่างไร?
การฉีดปากกระจับมี ความเจ็บในระดับที่น้อยมากและสามารถทนได้ เนื่องจากก่อนเริ่มหัตถการจะมีการทายาชาเพื่อช่วยลดความรู้สึก และผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของยาชาลิโดเคน (Lidocaine) ในตัวเพื่อช่วยให้รู้สึกชาขณะฉีด โดยผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่มักให้คะแนนความเจ็บเพียง 3 จาก 10 คะแนนเท่านั้น ซึ่งในขณะทำอาจรู้สึกถึงแรงกดหรือความรู้สึกจี๊ดๆ เล็กน้อย และอาจมีอาการน้ำตาไหลเองตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย รวมถึงรู้สึกว่าริมฝีปากตึงหรือแน่นขึ้นจากการเติมสารเติมเต็มเข้าไป (Lip Fillers: Swelling, Longevity & Aftercare Guide, The Metro Clinic (Bangkok), 2025)
ฉีดปากกระจับแล้วสามารถทาลิปสติกได้เมื่อไหร่?
คุณควรเว้นระยะเวลาประมาณ 48 ชั่วโมงหลังการฉีดฟิลเลอร์ปากก่อนที่จะกลับมาทาลิปสติกได้ตามปกติ การรอให้ครบ 2 วันช่วยให้รอยเข็มปิดสนิทและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกริมฝีปากมักจะมีอาการบวม ซึ่งการทาหรือเช็ดเครื่องสำอางอาจทำได้ลำบากและรบกวนการเซ็ตตัวของฟิลเลอร์ เมื่อครบกำหนดแล้วควรเลือกใช้ลิปสติกที่สะอาดและทาอย่างเบามือเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (Lip Fillers: Swelling, Longevity & Aftercare Guide, The Metro Clinic (Bangkok), 2025)
ผู้ชายฉีดปากกระจับได้ไหม ทรงไหนถึงจะดูไม่หวานเกินไป?
ผู้ชายสามารถฉีดฟิลเลอร์ปากกระจับได้ โดยเน้นการปรับรูปทรงให้ดูสมดุลและเป็นธรรมชาติเพื่อไม่ให้ดูหวานจนเกินไป
การฉีดปากสำหรับผู้ชายมีแนวทางที่แตกต่างจากผู้หญิง ดังนี้:
- เน้นความเรียบง่าย: แพทย์จะหลีกเลี่ยงการทำขอบปาก (Cupid’s bow) ให้แหลมหรือชัดเกินไป เพราะจะทำให้ใบหน้าดูหวานหรือดูเป็นผู้หญิงมากเกินไป
- การปรับสมดุล: มักเน้นการเพิ่มปริมาตรเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ริมฝีปากบนและล่างดูสมส่วนกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ริมฝีปากบนบางกว่าปกติ
- ปริมาณที่เหมาะสม: โดยทั่วไปจะใช้ฟิลเลอร์เพียง 0.5–1.0 cc เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูสุขภาพดีและเป็นธรรมชาติที่สุด
- เทคนิคการฉีด: แพทย์จะเน้นการฉีดเข้าไปที่เนื้อริมฝีปากโดยตรงเพื่อเพิ่มความอิ่มเอิบ แทนการเน้นยกมุมปากหรือสร้างส่วนหยักที่ดูอ่อนหวาน (Lip / Mouth Corner Filler – How to Achieve a Natural Result, Primi Clinic, 2025)

