ปัญหาร่องน้ำตาคืออะไร? เจาะลึกสาเหตุและวิธีแก้ร่องลึกใต้ตาฉบับเห็นผล

ปัญหาร่องน้ำตา คือรอยบุ๋มหรือร่องลึกบริเวณใต้ตาที่เกิดจากการสลายตัวของกระดูกและไขมันตามวัย ซึ่งสามารถแก้ไขได้อย่างเห็นผลด้วยการฉีดฟิลเลอร์ที่ช่วยเติมเต็มปริมาตรให้ผิวดูตื้นขึ้นทันทีและคงอยู่ได้นาน 9–12 เดือน
ร่องน้ำตา (Tear Trough) คืออะไร? สังเกตความผิดปกติรอบดวงตา
ร่องน้ำตา (Tear Trough) คือรอยบุ๋มหรือร่องลึกที่อยู่บริเวณใต้ตาด้านใน โดยเริ่มจากหัวตาและลากยาวลงมาตามแนวขอบเบ้าตาด้านล่าง ร่องนี้เกิดจากรอยต่อระหว่างเปลือกตาล่างและแก้ม ซึ่งมักจะทำให้เกิดเงาตกกระทบจนดูเหมือนมีรอยคล้ำใต้ตาและทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า การสังเกตความผิดปกติรอบดวงตาสามารถแยกแยะได้ดังนี้:
- ร่องน้ำตาแท้ (Tear Trough Deformity): จะเห็นเป็นรอยบุ๋มหรือร่องลึกชัดเจน ซึ่งเกิดจากการขาดวอลลุ่มหรือการฝ่อตัวของไขมันและกระดูกใต้ตาตามวัย
- ถุงใต้ตา (Eye Bags): สังเกตได้จากการมีไขมันนูนออกมาเหนือร่องน้ำตา หากลองดึงผิวให้ตึงแล้วรอยนูนยังคงอยู่ แสดงว่าเป็นถุงไขมันไม่ใช่แค่ร่องลึก
- รอยคล้ำจากเม็ดสี (Hyperpigmentation): เป็นการเข้มขึ้นของสีผิวจริง (มักเป็นสีน้ำตาลหรือม่วง) ซึ่งจะไม่หายไปแม้จะดึงผิวให้ตึงหรือเปลี่ยนมุมแสง (Tear Trough Deformity, EyeWiki, 2025)
แยกให้ออกระหว่าง “ร่องน้ำตา” “ถุงใต้ตา” และ “รอยคล้ำใต้ตา”
การแยกความแตกต่างระหว่างร่องน้ำตา ถุงใต้ตา และรอยคล้ำใต้ตา พิจารณาได้จากลักษณะทางกายภาพ สาเหตุ และการตอบสนองต่อการทดสอบผิวหนัง ดังนี้:
- ร่องน้ำตา (Tear Trough): มีลักษณะเป็นเส้นบุ๋มหรือร่องลึกที่เริ่มจากหัวตาลงไปตามขอบเบ้าตา เกิดจากการขาดวอลลุ่มของไขมันหรือกระดูกเบ้าตาทรุดตัวตามวัย ร่องนี้จะดีขึ้นเมื่อทำการเติมเต็มหรือดึงผิวให้ตึง
- ถุงใต้ตา (Eye Bags): มีลักษณะเป็นก้อนนูนหรือถุงไขมันที่ยื่นออกมาใต้ตา เกิดจากการที่ไขมันในเบ้าตาเคลื่อนตัวออกมานูนเด่น (Herniated fat) เมื่อดึงผิวให้ตึงก้อนนูนนี้จะยังคงอยู่ ไม่หายไปเหมือนร่องน้ำตา
- รอยคล้ำใต้ตา (Dark Circles): มีลักษณะเป็นสีผิวที่เข้มขึ้น (น้ำตาลหรือน้ำเงิน) ซึ่งอาจเกิดจากเม็ดสี (Hyperpigmentation) หรือเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่บางลง หากดึงผิวให้ตึงแล้วสีเข้มยังไม่จางลง แสดงว่าเป็นปัญหาที่เม็ดสีผิวไม่ใช่เงาจากร่องลึก (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
ร่องน้ำตาลึกเกิดจากอะไร? ทำไมถึงทำให้หน้าดูแก่กว่าวัย
ปัญหากระดูกเบ้าตายุบตัวและพันธุกรรม
การยุบตัวของกระดูกเบ้าตาและพันธุกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดร่องใต้ตา (Tear Trough Deformity) โดยการสลายตัวของกระดูกขากรรไกรบนและขอบเบ้าตาจะทำให้การรองรับเนื้อเยื่อลดลงจนเกิดรอยบุ๋มที่ชัดเจนขึ้น
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้มีดังนี้:
- กระดูกเบ้าตายุบตัว (Bone Resorption): เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกขากรรไกรบน (Maxilla) และขอบเบ้าตาส่วนล่างจะเกิดการสลายตัวและถอยร่นไปด้านหลัง ทำให้เบ้าตาขยายกว้างขึ้นและขาดโครงสร้างค้ำยัน ส่งผลให้เนื้อเยื่ออ่อนใต้ตาหย่อนคล้อยลงไปในร่อง
- พันธุกรรม (Genetic Predisposition): หลายคนมีร่องใต้ตาตั้งแต่อายุน้อยเนื่องจากโครงสร้างใบหน้าที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น มีดวงตาที่ลึกหรือกระดูกขากรรไกรบนที่แบนราบมาแต่กำเนิด ซึ่งทำให้เกิดเงาดำและรอยบุ๋มได้โดยไม่เกี่ยวกับอายุ
- การเปลี่ยนแปลงของไขมัน: การที่ไขมันใต้กล้ามเนื้อตา (SOOF) ฝ่อตัวลงหรือเคลื่อนที่ต่ำลง ร่วมกับการที่ไขมันในเบ้าตาปูดนูนออกมา (Eye bags) จะยิ่งทำให้ร่องที่เกิดจากการยุบตัวของกระดูกดูชัดเจนและลึกขึ้น (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
การสูญเสียเนื้อเยื่อไขมันและคอลลาเจนตามอายุ
การสูญเสียไขมันและคอลลาเจนตามอายุส่งผลให้ร่องใต้ตา (Tear Trough) ลึกขึ้นเนื่องจากการขาดแรงพยุงของเนื้อเยื่ออ่อนและการฝ่อตัวของชั้นไขมันใต้กล้ามเนื้อตา โดยเมื่ออายุมากขึ้น ไขมันบริเวณแก้มและใต้กล้ามเนื้อตา (SOOF) จะลดปริมาณลงและเคลื่อนตัวต่ำลงตามแรงโน้มถ่วง ในขณะที่ผิวหนังบริเวณเปลือกตาล่างจะบางลงและสูญเสียความยืดหยุ่นจากการลดลงของคอลลาเจน ทำให้รอยต่อระหว่างเปลือกตากับแก้มเห็นชัดเจนขึ้นจนเกิดเป็นร่องลึกและเงาดำที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า (Tear Trough Deformity: Anatomy, Causes, and Differential Diagnosis, EyeWiki, 2025)
พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดร่องลึกใต้ตา
พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดร่องลึกใต้ตา ได้แก่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มน้ำน้อย การสูบบุหรี่ และการสัมผัสแสงแดดโดยไม่ป้องกัน
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความชัดเจนของร่องใต้ตาในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้:
- การอดนอน: ทำให้เกิดการคั่งของของเหลวและหลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ผิวใต้ตาบวมและคล้ำ ซึ่งจะขับเน้นให้ร่องลึกดูชัดเจนขึ้นจากเงาที่ตกกระทบ
- ภาวะขาดน้ำ: ทำให้ผิวพรรณดูหมองคล้ำและตอบลง ส่งผลให้ร่องใต้ตาดูเป็นแอ่งลึกขึ้นชั่วคราว
- การสูบบุหรี่และรังสียูวี: เร่งการสูญเสียคอลลาเจนและทำให้ผิวบางลง ซึ่งส่งผลต่อความยืดหยุ่นของผิวบริเวณรอบดวงตาในระยะยาว
- โรคภูมิแพ้: การขยี้ตาบ่อยครั้งและการคั่งของเส้นเลือดดำจากอาการคัดจมูก (Allergic shiners) ทำให้เกิดรอยคล้ำและอาการบวมที่ทำให้ร่องใต้ตาดูรุนแรงขึ้น (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
ร่องน้ำตาลึกรักษาเองด้วยวิธีธรรมชาติได้จริงไหม?
การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติไม่สามารถแก้ไขร่องน้ำตาที่ลึกจากโครงสร้างทางกายภาพได้จริง เนื่องจากร่องน้ำตาเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น การสลายตัวของกระดูกเบ้าตา การฝ่อตัวของไขมันใต้ตา และความตึงของเอ็นยึดผิวหนัง ซึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือการดูแลตัวเองแบบธรรมชาติทำได้เพียงช่วยให้ผิวชั้นนอกดูชุ่มชื้นหรือลดความหมองคล้ำชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถเติมเต็มปริมาตรที่หายไปหรือปรับโครงสร้างเอ็นยึดได้ การรักษาที่ได้ผลชัดเจนจึงจำเป็นต้องใช้หัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid) หรือการฉีดไขมันตัวเอง (Fat Grafting) เพื่อเติมเต็มร่องลึกโดยตรง (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
การทาครีมบำรุงรอบดวงตา (Eye Cream) ช่วยได้แค่ไหน
การทาครีมบำรุงรอบดวงตาช่วยได้เพียง เล็กน้อยในการปรับปรุงคุณภาพผิวภายนอก แต่ไม่สามารถแก้ไขร่องลึกใต้ตา (Tear Trough) ที่เกิดจากโครงสร้างทางกายภาพได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ผลลัพธ์ที่ทำได้: ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ (Retinoids) สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดริ้วรอยเล็กๆ ได้ประมาณ 10–20% เมื่อใช้ต่อเนื่อง 6-12 เดือน ส่วนส่วนผสมอย่างคาเฟอีนหรือวิตามินเคอาจช่วยลดอาการบวมและรอยคล้ำจากหลอดเลือดได้ชั่วคราว
- ข้อจำกัด: ครีมไม่สามารถซึมลึกไปถึงชั้นกระดูกหรือไขมันเพื่อเติมเต็มร่องลึกที่เกิดจากการยุบตัวตามวัยหรือพันธุกรรมได้ ซึ่งปัญหาโครงสร้างเหล่านี้จำเป็นต้องใช้การฉีดฟิลเลอร์หรือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขอย่างตรงจุด
- การใช้งาน: แนะนำให้ใช้ครีมบำรุงเป็นส่วนเสริมเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวในระยะยาวเท่านั้น (Do retinoids really reduce wrinkles?, Harvard Health, 2019)
การปรับพฤติกรรมการนอนและดื่มน้ำ
การปรับพฤติกรรมการนอนและการดื่มน้ำสามารถช่วยลดอาการบวมและรอยคล้ำใต้ตาที่เกิดจากปัจจัยภายนอกได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขร่องลึกใต้ตา (Tear trough) ที่เกิดจากโครงสร้างทางกายภาพได้ การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลให้เกิดการคั่งของของเหลวและหลอดเลือดขยายตัว ทำให้ผิวใต้ตาดูบวมและคล้ำขึ้น ในขณะที่การขาดน้ำอาจทำให้ผิวดูหมองคล้ำและยุบตัวลง ซึ่งการดูแลสุขภาพพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ร่องใต้ตาดูรุนแรงกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ร่องลึกที่เกิดจากการสลายตัวของไขมันหรือการฝ่อตัวของกระดูกตามวัยจำเป็นต้องใช้การรักษาทางการแพทย์ เช่น การฉีดฟิลเลอร์หรือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขที่โครงสร้างโดยตรง (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
ข้อจำกัดของการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ข้อจำกัดของการแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำหรือเป็นร่องลึกด้วยตัวเองคือผลิตภัณฑ์ทาภายนอกไม่สามารถแก้ไขความผิดปกติทางโครงสร้างกายวิภาคที่อยู่ลึกได้ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอล เปปไทด์ หรือคาเฟอีน ทำได้เพียงช่วยปรับปรุงคุณภาพผิวชั้นนอก ลดริ้วรอยตื้นๆ หรือช่วยลดอาการบวมและรอยคล้ำจากหลอดเลือดได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถเติมเต็มปริมาตรที่ขาดหายไปจากการฝ่อตัวของไขมันหรือการสลายตัวของกระดูกเบ้าตาซึ่งเป็นสาเหตุหลักของร่องน้ำตาที่ลึกชัดได้ ดังนั้นการใช้ครีมบำรุงจึงเป็นเพียงการดูแลเสริมหรือการป้องกันในระยะยาว แต่หากต้องการแก้ไขร่องลึกที่โครงสร้างจำเป็นต้องอาศัยการรักษาทางการแพทย์ เช่น การฉีดฟิลเลอร์หรือการผ่าตัด (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
รวมวิธีแก้ปัญหาร่องน้ำตาทางการแพทย์ คืนความสดใสให้ดวงตา
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา (Filler) เติมเต็มร่องลึกทันที
การฉีดฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก (HA) เป็นวิธีการรักษาอันดับแรกที่ช่วยเติมเต็มร่องลึกใต้ตาให้ดูตื้นขึ้นได้ทันที โดยสารเติมเต็มจะเข้าไปเพิ่มปริมาตรในส่วนที่ขาดหายไปและช่วยลดเงาดำที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า ซึ่งผลลัพธ์จากการฉีดเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้ร่องใต้ตาดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับตามเกณฑ์การประเมินความรุนแรงของร่องน้ำตา และผลลัพธ์นี้มักคงอยู่ได้นานประมาณ 9 ถึง 12 เดือน หรืออาจนานกว่านั้นในบางรายขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์และการตอบสนองของร่างกาย (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
การฉีดไขมันตัวเอง (Fat Transfer) แก้ปัญหาอย่างเป็นธรรมชาติ
การฉีดไขมันตัวเอง (Fat Transfer) ช่วยแก้ไขปัญหาร่องใต้ตาได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยการใช้เนื้อเยื่อจากร่างกายของผู้ป่วยเอง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการแพ้และให้ผลลัพธ์ที่นุ่มนวลกลมกลืนกับผิวเดิม โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:
- ความเป็นธรรมชาติและระยะเวลา: ไขมันที่ฉีดเข้าไปและรอดชีวิต (Fat take) จะกลายเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิตในบริเวณนั้นอย่างถาวร ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและคงทนกว่าฟิลเลอร์ที่สลายตัวได้ตามเวลา
- การฟื้นฟูผิว: นอกจากการเติมเต็มปริมาตรแล้ว ไขมันยังมีเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cells) ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพผิว ความหนาของชั้นผิว และอาจช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาดูจางลงได้
- ข้อควรพิจารณา: กระบวนการนี้ต้องอาศัยการผ่าตัดเล็กเพื่อดูดไขมันและมีระยะเวลาพักฟื้นที่นานกว่าการฉีดฟิลเลอร์ (ประมาณ 2-3 สัปดาห์) เนื่องจากอาจมีอาการบวมหรือช้ำมากกว่า (Fat or Fillers: The Dilemma in Eyelid Surgery, World Journal of Clinical Cases, 2024)
การใช้เครื่องมือยกกระชับผิว (HIFU / Ulthera) สำหรับผู้ที่กลัวเข็ม
การใช้เครื่องมือยกกระชับผิวอย่าง HIFU หรือ Ultherapy เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเด่นชัดของร่องใต้ตาได้โดยไม่ต้องใช้เข็ม โดยอาศัยการส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงลงลึกเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยตึงกระชับขึ้น ซึ่งช่วยลดเงาดำที่เกิดจากร่องลึกและถุงใต้ตาขนาดเล็กได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อจำกัดและรายละเอียดที่ควรทราบดังนี้:
- กลไกการทำงาน: พลังงานความร้อนจะทำให้เนื้อเยื่อหดตัวและยกกระชับผิวบริเวณรอบดวงตาและโหนกแก้ม ส่งผลให้ร่องใต้ตาดูตื้นขึ้นทางอ้อมจากการที่ผิวตึงขึ้น
- ผลลัพธ์: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาร่องใต้ตาในระดับน้อยถึงปานกลางที่มีสาเหตุหลักมาจากความหย่อนคล้อยของผิว โดยผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในช่วง 2–3 เดือนหลังทำ
- ข้อจำกัด: ไม่สามารถทดแทนการเติมเต็มปริมาตร (Volume) ได้เหมือนการฉีดฟิลเลอร์ หากร่องใต้ตาเกิดจากการขาดไขมันหรือโครงสร้างกระดูกที่ยุบตัว การใช้เครื่องมือยกกระชับเพียงอย่างเดียวอาจเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
- ความปลอดภัย: ต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ใช้หัวเครื่องมือสำหรับบริเวณรอบดวงตาโดยเฉพาะ (เช่น ความลึก 1.5 มม.) เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อดวงตา (Safety and efficacy of high-intensity focused ultrasound for periorbital wrinkles, Dermatologic Therapy, 2022)
เปรียบเทียบการรักษาร่องน้ำตาแต่ละแบบ วิธีไหนเหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกวิธีรักษาร่องน้ำตาที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหา ความต้องการด้านระยะเวลาของผลลัพธ์ และความพร้อมในการพักฟื้นของแต่ละบุคคล โดยสามารถเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละวิธีได้ดังนี้:
- การฉีดฟิลเลอร์ (HA Filler): เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาร่องน้ำตาลึกจากการขาดวอลลุ่มและต้องการเห็นผลทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด มีความปลอดภัยสูงและสลายเองได้ตามธรรมชาติ ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 9–18 เดือน (Long-Term Effects of Tear Trough Hyaluronic Acid Filler: A Retrospective Study, Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 2025)
- การฉีดไขมันตัวเอง (Fat Grafting): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์กึ่งถาวรหรือกำลังจะผ่าตัดศัลยกรรมตาอยู่แล้ว แม้จะมีความคงทนกว่าฟิลเลอร์แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าและผลการติดของไขมันอาจไม่สม่ำเสมอในแต่ละบุคคล (Fat or Fillers: The Dilemma in Eyelid Surgery, World Journal of Clinical Cases, 2024)
- เครื่องมือยกกระชับ (HIFU/RF/Laser): เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาร่องน้ำตาจากผิวหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอยเล็กน้อย (Crepey skin) โดยวิธีนี้จะเน้นการกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวตึงกระชับขึ้น แต่อาจไม่ช่วยเติมเต็มร่องที่ลึกมากได้เท่ากับการฉีดสารเติมเต็ม (Efficacy of fractional laser, radiofrequency and IPL rejuvenation of periorbital region, Lasers in Medical Science, 2022)
- การผ่าตัดถุงใต้ตา (Blepharoplasty): เหมาะสำหรับผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่ร่วมกับร่องน้ำตาลึก ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ดูบวมหรือไม่เรียบเนียน (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาร่องน้ำตา (FAQ)
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม? เป็นก้อนไหม?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีความปลอดภัยสูงหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็นก้อนได้หากใช้เทคนิคการฉีดหรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม
รายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีดังนี้:
- อันตรายหรือไม่: โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยและเป็นวิธีมาตรฐานในการแก้ไขร่องใต้ตา แต่มีจุดอันตรายคือบริเวณใกล้เส้นเลือดแดง (infraorbital artery) ซึ่งหากฉีดผิดพลาดอาจทำให้เนื้อเยื่อตายหรือตาบอดได้ (แม้จะพบได้ยากมาก) แพทย์จึงมักใช้เข็มปลายทู่ (cannula) เพื่อลดความเสี่ยงนี้
- การเป็นก้อน: สามารถเกิดขึ้นได้หากฉีดฟิลเลอร์ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป หรือใช้ฟิลเลอร์ที่มีความแข็งเกินไป (High G’) สำหรับผิวใต้ตาที่บางเบา รวมถึงการใช้ฟิลเลอร์ที่ดูดซับน้ำมากเกินไปจนทำให้ดูบวมเป็นก้อน
- การแก้ไข: หากเกิดปัญหาเป็นก้อนหรือฉีดตื้นจนเห็นเป็นสีฟ้า (Tyndall effect) สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) เพื่อสลายฟิลเลอร์ออกได้เกือบทั้งหมดภายใน 24–48 ชั่วโมง (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
รักษาร่องน้ำตาต้องพักฟื้นกี่วัน?
ระยะเวลาในการพักฟื้นหลังรักษาร่องน้ำตาขึ้นอยู่กับวิธีการรักษาที่เลือก โดยทั่วไปจะใช้เวลาตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 3 สัปดาห์ ดังนี้:
- การฉีดฟิลเลอร์ (HA Fillers): ใช้เวลาพักฟื้นน้อยที่สุด โดยอาการบวมมักยุบตัวลงภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนรอยเขียวช้ำ (หากมี) จะหายไปเองใน 7–10 วัน ซึ่งผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติในวันถัดไป (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)
- การฉีดไขมันตัวเอง (Fat Grafting): มีระยะเวลาพักฟื้นนานกว่าเนื่องจากเป็นกระบวนการกึ่งศัลยกรรม อาการบวมและรอยช้ำใต้ตาอาจปรากฏชัดเจนในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก และอาจใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์กว่าอาการบวมจะหายสนิท (Fat or Fillers: The Dilemma in Eyelid Surgery, World Journal of Clinical Cases, 2024)
- การทำเลเซอร์ (Fractional CO2 Laser): ผิวบริเวณที่ทำจะมีรอยแดง บวม และตกสะเก็ดประมาณ 5–7 วัน ซึ่งต้องดูแลแผลอย่างใกล้ชิดก่อนที่ผิวใหม่จะสร้างขึ้นมาทดแทน (Efficacy of fractional laser, radiofrequency and IPL rejuvenation of periorbital region, Lasers in Medical Science, 2022)
- การใช้เครื่องมือยกกระชับ (HIFU/RF): แทบไม่ต้องพักฟื้น แต่อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทำ (Safety and efficacy of high-intensity focused ultrasound for periorbital wrinkles, Dermatologic Therapy, 2022)
ทำไมบางคนทำแล้วร่องน้ำตายังไม่หายดี?
สาเหตุที่บางคนรักษาร่องน้ำตาแล้วยังไม่หายดีมักเกิดจาก การวินิจฉัยที่ไม่ครอบคลุมถึงปัญหาอื่นที่เกิดร่วมกัน เช่น ถุงใต้ตาที่นูนเด่นชัดหรือความผิดปกติของเม็ดสีผิว ซึ่งการใช้ฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด โดยมีรายละเอียดปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้:
- การมีถุงใต้ตาขนาดใหญ่ (Eye Bags): หากผู้ป่วยมีไขมันใต้ตาที่ยื่นออกมามาก การเติมฟิลเลอร์อาจไม่สามารถกลบความต่างระดับได้ทั้งหมด และอาจทำให้ดูบวมขึ้นได้ ซึ่งกรณีนี้มักต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
- ปัญหาเม็ดสีและผิวหนัง (Hyperpigmentation): รอยคล้ำที่เกิดจากเม็ดสีหรือเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่บางมากจะไม่หายไปจากการเติมเต็มปริมาตร แต่ต้องใช้เลเซอร์หรือการดูแลผิวควบคู่กัน
- โครงสร้างกระดูกและผิวหนังที่หย่อนคล้อย: ในผู้สูงอายุที่มีการทรุดตัวของกระดูกเบ้าตาหรือผิวหนังหย่อนคล้อยมาก การรักษาด้วยวิธีฉีดเพียงอย่างเดียวอาจให้ผลลัพธ์ที่จำกัด
- เทคนิคและการเลือกผลิตภัณฑ์: การเติมฟิลเลอร์ในปริมาณที่น้อยเกินไป (Underfill) เพื่อความปลอดภัย หรือการวางตำแหน่งฟิลเลอร์ที่ไม่ลึกพอ อาจทำให้ร่องน้ำตายังคงมองเห็นได้ชัดเจน (Dermal Fillers for the Treatment of Tear Trough Deformity: Anatomy and Technique, Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, 2012)

