Skip to content

TEL : 081-841-5075, 02-258-4050

Facebook Instagram YouTube
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมดExpand
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิวExpand
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความExpand
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทยExpand
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
Consult a Doctor
Skincare

คีลอยด์เกิดจากอะไร? สาเหตุและวิธีรักษาแผลเป็นนูนที่ถูกต้อง

Byadmin กุมภาพันธ์ 21, 2026กุมภาพันธ์ 21, 2026
By แพทย์หญิงนัชชนก หุ่นวิจิตร Updated on กุมภาพันธ์ 21, 2026
✦ Medically reviewed by  นายแพทย์เลอพงษ์ กรุดเงิน

คีลอยด์เกิดจากอะไร เป็นคำถามที่มีคำตอบคือความผิดปกติของกระบวนการซ่อมแซมแผลที่สร้างคอลลาเจนสูงกว่าปกติถึง 20 เท่า และบทความนี้จะอธิบายสาเหตุจากพันธุกรรมพร้อมวิธีรักษาที่ถูกต้องเพื่อให้แผลยุบตัวลง

Table of Contents

Toggle
  • แผลเป็นคีลอยด์เกิดจากอะไร และมีลักษณะอย่างไร?
  • สาเหตุหลักของการเกิดแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Causes)
    • ความผิดปกติของกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลและคอลลาเจน
    • ปัจจัยทางพันธุกรรมและประวัติครอบครัว
    • ตำแหน่งของร่างกายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดคีลอยด์
  • ประเภทของบาดแผลที่มักกลายเป็นคีลอยด์
    • คีลอยด์จากการเจาะหูและตุ่มนูนที่ใบหู
    • แผลเป็นนูนจากสิวและรอยโรคที่หน้าอกหรือหลัง
    • แผลผ่าตัดและแผลผ่าคลอดนูนแดง
    • แผลจากอุบัติเหตุ รอยถลอก และแผลไฟไหม้
  • อาการเริ่มต้นของคีลอยด์ที่ควรสังเกต
    • อาการคันและตึงบริเวณรอยแผลเป็น
    • การขยายตัวของแผลที่เกินขอบเขตบาดแผลเดิม
    • การเปลี่ยนแปลงของสีแผลและก้อนเนื้อแข็ง
  • แผลเป็นนูนคีลอยด์หายเองได้ไหม และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
  • วิธีรักษาแผลเป็นคีลอยด์ให้ยุบลงและจางลง
    • การฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบและขนาดแผล
    • การเลเซอร์ลดรอยแดงและทำลายเส้นเลือดที่เลี้ยงแผล
    • การผ่าตัดคีลอยด์ร่วมกับการรักษาประคับประคอง
    • การใช้แผ่นแปะซิลิโคนและยาทาลดรอยแผลเป็น
  • ข้อควรระวังและผลข้างเคียงจากการรักษาคีลอยด์
  • วิธีป้องกันการเกิดคีลอยด์หลังเกิดบาดแผล
    • การดูแลแผลสดอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยง
    • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อรู้ตัวว่าเป็นคนน้ำเหลืองไม่ดีหรือเป็นคีลอยด์ง่าย
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคีลอยด์
    • แผลคีลอยด์ห้ามกินอะไรจริงหรือไม่?
    • ฉีดคีลอยด์กี่ครั้งหาย และกี่วันถึงจะเห็นผล?
    • คีลอยด์ในจมูกหรือรูจมูกรักษายังไง?
    • แผลเป็นนูนนานแล้วยังสามารถรักษาได้ไหม?

แผลเป็นคีลอยด์เกิดจากอะไร และมีลักษณะอย่างไร?

แผลเป็นคีลอยด์เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลที่ทำให้มีการสร้างคอลลาเจนมากเกินไป โดยมีรายละเอียดดังนี้:

สาเหตุและกลไกการเกิด:

  • การสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป: ร่างกายมีการผลิตคอลลาเจนสูงกว่าผิวหนังปกติถึง 20 เท่า และสูงกว่าแผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) ถึง 3 เท่า
  • ความผิดปกติของเซลล์: เซลล์สร้างเส้นใย (Fibroblast) มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นและไม่ตายตามธรรมชาติ (Reduced apoptosis)
  • ปัจจัยกระตุ้น: มักเกิดจากบาดแผลประเภทต่างๆ เช่น การเจาะหู, สิว (โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและหลัง), แผลผ่าตัด (รวมถึงการผ่าคลอด), แผลไฟไหม้, รอยถลอก หรือแม้แต่รอยแมลงกัด

ลักษณะของแผลเป็นคีลอยด์:

  • ขอบเขตแผล: แผลจะขยายตัวนูนออกมาเกินขอบเขตเดิมของบาดแผล
  • ลักษณะทางกายภาพ: มีลักษณะเป็นก้อนนูน ผิวเรียบ มันวาว และไม่มีขน
  • สี: มีสีตั้งแต่ชมพู แดง ไปจนถึงสีคล้ำ (Hyperpigmented)
  • อาการร่วม: มักมีอาการคัน (พบได้ถึง 86%) หรือความรู้สึกเจ็บ (พบได้ 46%) ในขณะที่แผลกำลังเติบโต

สาเหตุหลักของการเกิดแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Causes)

ความผิดปกติของกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลและคอลลาเจน

กลไกหลักของการเกิดคีลอยด์คือกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลในระยะสร้างเนื้อเยื่อ (fibroblastic phase) ที่ยาวนานผิดปกติ โดยมีการเพิ่มจำนวนของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) มากขึ้นและมีการตายของเซลล์ลดลง ส่งผลให้เกิดการสะสมของคอลลาเจนที่ไม่เป็นระเบียบสูงกว่าผิวหนังปกติถึงประมาณ 20 เท่า และสูงกว่าแผลเป็นนูน (hypertrophic scar) ประมาณ 3 เท่า (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention)

ปัจจัยทางพันธุกรรมและประวัติครอบครัว

พันธุกรรมมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเกิดคีลอยด์ โดยพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยมีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคนี้ด้วย ข้อมูลจากการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ของการศึกษาความสัมพันธ์ทั่วทั้งจีโนม (GWAS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก ยืนยันว่าลักษณะทางพันธุกรรมแบบหลายยีน (Polygenic susceptibility) มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นชนิดนี้ (Genetic predisposition, Moderate, 2024)

ตำแหน่งของร่างกายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดคีลอยด์

ตำแหน่งของร่างกายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดคีลอยด์ ได้แก่ หน้าอกส่วนกลาง (presternal), หัวไหล่, หลังส่วนบน, ลำคอ และติ่งหู

นอกจากนี้ คีลอยด์มักไม่ค่อยพบในบริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้า โดยกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือช่วง 10–30 ปี และความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ระหว่างการตั้งครรภ์หรือช่วงวัยเจริญพันธุ์

คีลอยด์เกิดจากอะไร? สาเหตุแผลเป็นนูนและวิธีรักษาที่ถูกต้อง Infographic

ประเภทของบาดแผลที่มักกลายเป็นคีลอยด์

คีลอยด์จากการเจาะหูและตุ่มนูนที่ใบหู

คีลอยด์จากการเจาะหูมักเริ่มจากอาการติ่งหูหนาตัวขึ้น ซึ่งอาจขยายขนาดจนกลายเป็นก้อนเนื้อที่แข็ง เรียบ และไม่มีขน โดยมีรายละเอียดและแนวทางจัดการดังนี้:

  • อาการเริ่มแรก: สังเกตการหนาตัวของผิวหนังบริเวณที่เจาะหู ซึ่งอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วยในช่วงที่ก้อนกำลังโต
  • การวินิจฉัย: ไม่ใช่ตุ่มนูนทุกชนิดจะเป็นคีลอยด์เสมอไป บางกรณีอาจเป็นเพียงตุ่มอักเสบจากการเจาะ ดังนั้นหากมีความไม่แน่ใจควรให้แพทย์ตรวจประเมิน
  • การป้องกันและรักษาเบื้องต้น: หากเริ่มเห็นสัญญาณการหนาตัว แนะนำให้ใช้ต่างหูแบบหนีบเพื่อกดทับ (pressure earrings) ทันที โดยควรใส่ไว้อย่างน้อย 12-20 ชั่วโมงต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 4-6 เดือน
  • ข้อควรระวัง: การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวมักทำให้คีลอยด์กลับมาเป็นซ้ำและอาจมีขนาดใหญ่กว่าเดิม จึงมักต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน เช่น การฉีดสารสเตียรอยด์ร่วมด้วย (National Health Service, 2024)

แผลเป็นนูนจากสิวและรอยโรคที่หน้าอกหรือหลัง

แผลเป็นคีลอยด์ที่เกิดจากสิวบริเวณหน้าอกและหลังมักมีลักษณะเป็นรอยโรคที่ขยายตัวยาวออกไปหลังจากมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร โดยประมาณครึ่งหนึ่งของคีลอยด์ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีแผลอุบัติเหตุชัดเจนมักเป็นคีลอยด์จากสิวที่บริเวณหน้าอกส่วนหน้า ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดคีลอยด์จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในผู้ที่มีปัญหาสิว โดยมีค่า Odds Ratio (OR) สูงถึง 4.81 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

แผลผ่าตัดและแผลผ่าคลอดนูนแดง

แผลผ่าตัดและแผลผ่าคลอดมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นแผลเป็นคีลอยด์ เนื่องจากเป็นบาดแผลที่เกิดจากการลงมีดลึกและมักมีความตึงของผิวหนัง โดยเฉพาะแผลผ่าคลอดที่อาจถูกกระตุ้นจากปัจจัยด้านฮอร์โมนและการขยายตัวของหน้าท้องในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งลักษณะของแผลคีลอยด์จะนูน ขยายกว้างออกนอกขอบแผลเดิม มีสีชมพูหรือแดง และอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย การรักษาเบื้องต้นที่นิยมคือการฉีดสารสเตียรอยด์ทุก 4-6 สัปดาห์เพื่อช่วยให้แผลยุบตัวลง หรือการใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดแผลต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อป้องกันการนูนเพิ่ม (National Health Service, 2024)

แผลจากอุบัติเหตุ รอยถลอก และแผลไฟไหม้

แผลเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นแผลเป็นคีลอยด์ โดยเฉพาะหากเป็นแผลที่เกิดจากการติดเชื้อหรือแผลที่สมานตัวภายใต้แรงตึงผิวที่มากเกินไป

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลและลักษณะของแผล:

  • ลักษณะอาการเริ่มแรก: มักมีอาการคัน รู้สึกจี๊ดๆ หรือเจ็บปวดในขณะที่แผลเริ่มขยายตัว เนื้อแผลจะมีความแข็งคล้ายยางและเปลี่ยนสีเป็นชมพู แดง หรือม่วง
  • การดูแลแผลสดเพื่อป้องกัน: ควรล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด รักษาความชุ่มชื้นด้วยการปิดแผลที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์หรือแอลกอฮอล์ที่ทำให้เนื้อเยื่อแห้ง
  • การป้องกันในระยะยาว: หลังจากแผลตกสะเก็ดแล้ว แนะนำให้ใช้แผ่นซิลิโคนเจลติดต่อกันทุกวันเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดแผลนูน (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, 2024)

อาการเริ่มต้นของคีลอยด์ที่ควรสังเกต

อาการคันและตึงบริเวณรอยแผลเป็น

อาการคันและอาการปวดเป็นสัญญาณทั่วไปที่เกิดขึ้นในขณะที่แผลเป็นคีลอยด์กำลังเจริญเติบโต โดยผลการศึกษาหนึ่งระบุว่าพบอาการคันได้สูงถึง 84% และอาการปวด 46% ในผู้ป่วย ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะค่อยๆ ลดลงหลังจากที่แผลหยุดขยายตัว นอกจากนี้ หากแผลเป็นเกิดขึ้นบริเวณข้อต่ออาจส่งผลให้เกิดความรู้สึกตึงและจำกัดการเคลื่อนไหวของร่างกายได้

การขยายตัวของแผลที่เกินขอบเขตบาดแผลเดิม

คีลอยด์ (Keloid) คือแผลเป็นชนิดผิดปกติที่ขยายตัวกว้างและนูนเกินขอบเขตดั้งเดิมของบาดแผล โดยมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อที่แน่น เรียบ เงา และไม่มีขน ซึ่งเกิดจากกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลที่ผิดปกติจนทำให้มีการสร้างคอลลาเจนมากกว่าผิวหนังปกติถึง 20 เท่า (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, American Academy of Dermatology, 2024)

การเปลี่ยนแปลงของสีแผลและก้อนเนื้อแข็ง

ลักษณะของคีลอยด์คือเป็นก้อนเนื้อที่มีผิวเรียบ เป็นมัน เงาวาว และไม่มีขน โดยสีของแผลจะเปลี่ยนไปตามระยะเวลาตั้งแต่สีชมพู แดง ม่วง ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม ก้อนเนื้อเหล่านี้จะมีลักษณะแข็งหรือยืดหยุ่นคล้ายยาง (rubbery) และมักขยายขนาดใหญ่กว่าขอบเขตของบาดแผลเดิม ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึงหลายปีหลังจากได้รับบาดเจ็บ (Keloid Scars, National Health Service, 2024)

แผลเป็นนูนคีลอยด์หายเองได้ไหม และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

แผลเป็นคีลอยด์มักไม่ค่อยหายเองได้ตามธรรมชาติ โดยมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเท่านั้นที่แผลอาจจะแบนลงหรือนิ่มลงได้เอง ซึ่งมักใช้เวลานานเฉลี่ยถึง 15 ปี ส่วนใหญ่แผลจะคงอยู่และอาจขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ นานเป็นเดือนหรือเป็นปี คุณควรไปพบแพทย์หากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้:

  • แผลมีการขยายขนาดอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการปวดหรือคันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • แผลอยู่ในตำแหน่งใกล้ข้อต่อจนจำกัดการเคลื่อนไหว
  • มีเลือดออกหรือมีน้ำเหลืองไหลจากแผลซ้ำๆ
  • ไม่แน่ใจว่าตุ่มที่เกิดขึ้นคือคีลอยด์หรือไม่ เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง (National Health Service, 2024)

วิธีรักษาแผลเป็นคีลอยด์ให้ยุบลงและจางลง

การรักษาแผลเป็นคีลอยด์ให้ยุบและจางลงทำได้โดย การฉีดสารคอร์ติโกสเตียรอยด์เข้าที่รอยโรค การใช้แผ่นซิลิโคน และการรักษาด้วยเลเซอร์ โดยมีรายละเอียดและวิธีการดังนี้:

  • การฉีดสเตียรอยด์ (Intralesional Corticosteroids): เป็นวิธีหลักที่ใช้เพื่อให้แผลยุบตัวลง โดยทั่วไปจะฉีดทุก 4-6 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันประมาณ 4-6 เดือนเพื่อให้แผลแบนราบ
  • การใช้ซิลิโคน (Silicone sheets/gels): ใช้ปิดหรือทาบริเวณแผลเพื่อให้แผลนุ่มลงและแบนราบขึ้น มักต้องใช้ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser therapy): มักใช้ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์เพื่อช่วยลดความแดงและรอยเส้นเลือดบริเวณแผลเป็น
  • การผ่าตัดร่วมกับการรักษาอื่น: การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงมาก (45%-100%) จึงมักต้องทำร่วมกับการฉายรังสี (Radiotherapy) หรือการใช้อุปกรณ์กดทับ (Pressure therapy) เพื่อป้องกันการโตซ้ำ
  • การรักษาแบบผสมผสาน: ในบางกรณีอาจมีการใช้ยาฉีดกลุ่ม Antimetabolites ร่วมกับสเตียรอยด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดีขึ้น

การฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบและขนาดแผล

การฉีดสเตียรอยด์เข้าในรอยโรค (Intralesional corticosteroids) เป็นวิธีการรักษาหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อทำให้แผลเป็นคีลอยด์แบนราบลงและลดอาการอักเสบ โดยมีรายละเอียดและขั้นตอนการรักษาดังนี้:

  • ความถี่และระยะเวลา: โดยทั่วไปจะฉีดทุก 4–6 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันประมาณ 4–6 เดือน เพื่อให้เห็นผลการรักษาที่ชัดเจน
  • ประสิทธิภาพ: การศึกษาพบว่าช่วยให้แผลดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าแผลจะแบนราบ และมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้
  • ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น: อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดฝ่อตัว (atrophy) หรือสีผิวเปลี่ยนไป ซึ่งอาการผิวฝ่ออาจเริ่มปรากฏในช่วง 2–3 เดือนหลังฉีด และอาจใช้เวลา 1–2 ปีในการฟื้นฟู
  • การรักษาควบคู่: มักมีการใช้ร่วมกับการรักษาอื่น เช่น การเลเซอร์ หรือการใช้ยา 5-FU เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดขนาดแผลและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, British Association of Dermatologists, 2024)

การเลเซอร์ลดรอยแดงและทำลายเส้นเลือดที่เลี้ยงแผล

การใช้เลเซอร์มักใช้เป็นวิธีเสริมร่วมกับการรักษาอื่น เช่น การฉีดสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดความแดงและทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงแผลเป็นคีลอยด์ โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • ประสิทธิภาพของการรักษา: งานวิจัยระบุว่าการใช้เลเซอร์ร่วมกับวิธีอื่นให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้เลเซอร์เพียงอย่างเดียว
  • ประเภทของเลเซอร์ที่นิยม: มีการศึกษาการใช้เลเซอร์แบบผสมผสานระหว่าง Fractional CO₂ และ Pulsed Dye Laser (PDL) ซึ่งช่วยให้ลักษณะของแผลเป็นดีขึ้นและมีผลข้างเคียงน้อย
  • ข้อจำกัด: คุณภาพของหลักฐานทางวิชาการในปัจจุบันยังมีความหลากหลาย และความแน่นอนของผลลัพธ์อาจถูกจำกัดด้วยรูปแบบการศึกษาที่แตกต่างกันในแต่ละงานวิจัย (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, 2024)

การผ่าตัดคีลอยด์ร่วมกับการรักษาประคับประคอง

การผ่าตัดคีลอยด์เพียงอย่างเดียวมักไม่ได้รับคำแนะนำเนื่องจากมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำสูงถึง 45%–100% แต่หากใช้การผ่าตัดร่วมกับการรักษาประคับประคองอื่นๆ จะช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • การผ่าตัดร่วมกับการฉายรังสี: สามารถลดอัตราการเกิดซ้ำเหลือเพียงประมาณ 13.5% โดยการเริ่มฉายรังสีภายใน 2 ชั่วโมงหลังผ่าตัดจะให้ผลดีกว่าการปล่อยไว้นานถึง 6 ชั่วโมง
  • การใช้แรงกด (Compression): การใช้ต่างหูหนีบหรืออุปกรณ์กดทับหลังผ่าตัดช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำเหลือประมาณ 10.66%
  • การใช้ซิลิโคนเจลหรือแผ่นแปะ: เมื่อใช้ร่วมกับการกดทับจะช่วยให้อัตราการกลับมาเป็นซ้ำลดลงเหลือประมาณ 9.09%
  • การฉีดสเตียรอยด์: มักใช้เป็นการรักษาเสริมเพื่อช่วยให้แผลแบนราบลงและลดอาการคันหรือเจ็บปวด โดยทั่วไปจะฉีดทุก 4-6 สัปดาห์ ต่อเนื่องเป็นเวลา 4-6 เดือน (National Health Service, 2024)

การใช้แผ่นแปะซิลิโคนและยาทาลดรอยแผลเป็น

การใช้แผ่นแปะหรือเจลซิลิโคนช่วยให้แผลเป็นคีลอยด์แบนราบและนุ่มลงได้ แต่หลักฐานทางวิชาการในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง

รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ซิลิโคนและยาทาลดรอยแผลเป็นมีดังนี้:

  • ประสิทธิภาพของซิลิโคน: แม้จะมีการใช้แผ่นแปะหรือเจลซิลิโคนกันอย่างแพร่หลายในทางคลินิก แต่จากการทบทวนของ Cochrane พบว่ายังมีงานวิจัยรองรับในจำนวนน้อยและใช้ระยะเวลาติดตามผลสั้น (ประมาณ 3–4.5 เดือน)
  • ระยะเวลาการใช้งาน: ตามคำแนะนำในการป้องกันแผลเป็น ควรเริ่มใช้ซิลิโคนหลังจากแผลตกสะเก็ดแล้ว และควรใช้ต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน
  • การใช้ร่วมกับการรักษาอื่น: การใช้ซิลิโคนร่วมกับการกดทับ (Compression) หลังการผ่าตัด อาจช่วยลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำได้ดีกว่าการใช้ซิลิโคนเพียงอย่างเดียว
  • ข้อควรระวังในการดูแลแผล: ควรทำความสะอาดแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด รักษาความชุ่มชื้นของแผล และหลีกเลี่ยงการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แอลกอฮอล์ หรือไอโอดีนที่อาจทำให้เนื้อเยื่อแห้งและระคายเคือง (National Health Service, 2024)

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงจากการรักษาคีลอยด์

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ ได้แก่ อาการผิวฝ่อตัว (atrophy) การเปลี่ยนสีของผิวหนัง และความเจ็บปวดระหว่างการรักษา

รายละเอียดข้อควรระวังและผลข้างเคียงมีดังนี้:

  • การฉีดสเตียรอยด์: อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดฝ่อตัวหรือเกิดการเปลี่ยนสีของเม็ดสีผิว (dyspigmentation) ซึ่งอาการผิวฝ่ออาจเริ่มปรากฏในช่วง 2-3 เดือนหลังการฉีด และอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปีในการฟื้นฟู นอกจากนี้ความเจ็บปวดระหว่างฉีดยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายหยุดการรักษา
  • การผ่าตัด: ไม่แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำสูงมาก (45%–100%) และแผลที่เกิดขึ้นใหม่อาจมีขนาดใหญ่กว่าเดิม
  • การฉายรังสี: มีความเสี่ยงต่อการเกิดผิวหนังอักเสบ และมีความเสี่ยงต่ำในการเกิดมะเร็งผิวหนังในระยะยาว (ประมาณ 1 ใน 1,348 ราย) จึงต้องเลือกใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น
  • การป้องกัน: สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มเป็นคีลอยด์ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการสักและการเจาะร่างกาย รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์หรือแอลกอฮอล์ล้างแผลสดเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อแห้ง

วิธีป้องกันการเกิดคีลอยด์หลังเกิดบาดแผล

การป้องกันการเกิดคีลอยด์ที่สำคัญที่สุดคือการดูแลแผลให้สะอาดและชุ่มชื้นอยู่เสมอ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้แผลตึง โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • การดูแลแผลสด: ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด ปิดแผลเพื่อรักษาความชุ่มชื้น และหลีกเลี่ยงการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แอลกอฮอล์ หรือไอโอดีน เนื่องจากอาจทำให้เนื้อเยื่อแห้งและระคายเคือง
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ซิลิโคน: เริ่มใช้ซิลิโคนเจลหรือแผ่นแปะซิลิโคนหลังจากแผลตกสะเก็ดแล้ว โดยควรใช้ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน
  • การกดทับแผล (Pressure therapy): สำหรับแผลที่ติ่งหูหลังการเจาะ หากเริ่มมีอาการบวมหนา ให้ใช้ต่างหูแบบหนีบเพื่อกดทับไว้ประมาณ 12–20 ชั่วโมงต่อวัน นาน 4–6 เดือน
  • การปรับพฤติกรรม: หากเป็นผู้ที่มีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการสัก การเจาะร่างกาย และรีบรักษาปัญหาสิวอย่างรวดเร็วเพื่อลดโอกาสการเกิดรอยโรคบนหน้าอกหรือหลัง (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, American Academy of Dermatology, 2024)

การดูแลแผลสดอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยง

การดูแลแผลสดอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดคีลอยด์คือ การรักษาความสะอาดแผลด้วยสบู่และน้ำเปล่า พร้อมทั้งรักษาความชุ่มชื้นของแผลด้วยการปิดแผลที่เหมาะสม โดยมีขั้นตอนและข้อควรระวังดังนี้:

  • การทำความสะอาด: ใช้สบู่และน้ำสะอาดล้างแผลตามปกติ
  • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง: ไม่ควรใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แอลกอฮอล์ หรือไอโอดีนกับแผลสด เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อแห้งและระคายเคืองได้
  • การใช้ผลิตภัณฑ์เสริม: หลังจากแผลเริ่มตกสะเก็ด ให้เริ่มใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคนแปะทับแผลต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน
  • การป้องกันอื่นๆ: หากเป็นผู้ที่มีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการสัก การเจาะร่างกาย และควรรีบรักษาภาวะสิวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, American Academy of Dermatology, 2024)

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อรู้ตัวว่าเป็นคนน้ำเหลืองไม่ดีหรือเป็นคีลอยด์ง่าย

หากคุณเป็นคนที่เกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการเจาะหู การสัก และการทำศัลยกรรมที่ไม่จำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงในการกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นชนิดนี้ นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้:

  • หลีกเลี่ยงการทำให้ผิวหนังเกิดบาดแผล: ระมัดระวังไม่ให้เกิดรอยบาด รอยถลอก หรือแมลงกัดต่อย
  • รักษาสิวอย่างรวดเร็ว: ควรรักษาสิวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดโอกาสการเกิดการอักเสบที่จะกลายเป็นคีลอยด์ โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและหลัง
  • หลีกเลี่ยงสารทำความสะอาดที่รุนแรง: เมื่อมีบาดแผลสด ไม่ควรใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แอลกอฮอล์ หรือไอโอดีนในการล้างแผล เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อแห้งและระคายเคือง แต่ควรล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาดแทน
  • ลดแรงตึงบริเวณแผล: หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ผิวหนังบริเวณบาดแผลถูกยืดตึงมากเกินไป เนื่องจากแรงตึงมีส่วนกระตุ้นการสะสมของคอลลาเจนที่ผิดปกติ (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, National Health Service, 2024)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคีลอยด์

แผลคีลอยด์ห้ามกินอะไรจริงหรือไม่?

ไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าการรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเกิดหรือการรักษาแผลคีลอยด์ จากการทบทวนข้อมูลด้านโภชนาการพบว่าหลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดรายการอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันหรือรักษาแผลคีลอยด์ได้อย่างชัดเจน แม้จะมีการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสารอาหารบางชนิด แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้เป็นคำแนะนำทางการแพทย์ที่แน่นอนได้ (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention)

ฉีดคีลอยด์กี่ครั้งหาย และกี่วันถึงจะเห็นผล?

การฉีดคีลอยด์มักต้องฉีดประมาณ 4 ถึง 6 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพื่อให้แผลยุบตัวลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ระยะเวลาในการเห็นผลมักใช้เวลาหลายเดือน โดยผลการรักษาจะค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล ซึ่งบางกรณีอาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วง 2-3 เดือนหลังเริ่มการรักษา (Keloid Scars: Causes, Risk Wounds, Natural History, Treatment, Prevention, National Health Service, 2024)

คีลอยด์ในจมูกหรือรูจมูกรักษายังไง?

การรักษาคีลอยด์ในจมูกหรือรูจมูกมักทำได้ยากและต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากตุ่มที่เกิดขึ้นบริเวณที่เจาะจมูกอาจไม่ใช่คีลอยด์เสมอไป โดยแนวทางการรักษามีดังนี้:

  • การวินิจฉัยแยกโรค: เนื่องจากคีลอยด์บริเวณจมูกพบได้ไม่บ่อย แพทย์จึงต้องแยกแยะระหว่างคีลอยด์กับตุ่มนูนชนิดอื่นที่เกิดจากการเจาะจมูกก่อนเริ่มการรักษา
  • การรักษาด้วยรังสีระยะใกล้ (Brachytherapy): ในกรณีที่เป็นคีลอยด์บริเวณจมูกที่รักษาได้ยาก มีรายงานการใช้การฉายรังสีระยะใกล้แบบประคับประคองโดยใช้ภาพนำทาง (Image-guided HDR brachytherapy) เพื่อช่วยในการรักษา
  • การรักษาแบบผสมผสาน: เช่นเดียวกับคีลอยด์ในตำแหน่งอื่น การรักษาอาจรวมถึงการฉีดสารสเตียรอยด์เพื่อลดความนูน หรือการใช้เลเซอร์ร่วมด้วยตามดุลยพินิจของแพทย์ (National Health Service, 2024)

แผลเป็นนูนนานแล้วยังสามารถรักษาได้ไหม?

ได้ การรักษาแผลเป็นนูน (คีลอยด์) ที่เป็นมานานแล้วยังสามารถทำได้ แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานกว่าแผลที่เพิ่งเริ่มเป็น หรืออาจจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน (multimodal therapy) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น โดยข้อมูลจากการศึกษาในสถานการณ์จริงพบว่าอายุของแผลมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการรักษา ซึ่งแผลที่ปล่อยไว้นานมักจะตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าแผลที่เริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรก (Common questions and research gaps, 2024)

แนะแนวเรื่อง

Previous Previous
ก้นดำ ก้นลาย เกิดจากอะไร? วิธีแก้ให้เนียนใสเห็นผลจริง

สาขาพรีวาโต คลินิก

    สาขาอโศก ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารมิดทาวน์
    Phone: 02-258-4050 , 081-841-5075
    สาขาสีลม ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์
    Phone: 02-780-2011 , 098-272-5244
    สาขาราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะคริสตัล เอสบี (ด้านบนร้านสตาร์บัคส์)
    Phone: 02-102-2778 , 098-272-5244

ติดต่อเรา

    Facebook: Privato Clinic
    Messenger: Privato Clinic
    Instagram: privatoclinic
    Email: privatoclinic@gmail.com
    Line: @privatoclinic

Copyright© 2022-2024. All Rights Reserved

Scroll to top
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมด
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิว
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความ
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Facebook Instagram YouTube