ปากแตกเกิดจากอะไร? สาเหตุ วิธีรักษา วิธีดูแลริมฝีปากให้เนียนนุ่ม

ปากแตก คืออาการที่ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้นจากพฤติกรรมการเลียปาก สภาพอากาศ หรือการขาดวิตามินบี 2 ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ภายใน 3 ถึง 7 วันด้วยการทาลิปบาล์มกลุ่มปิโตรเลียมเจลลี่เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น
ปากแตกเกิดจากอะไร และมีวิธีรักษาให้หายเร็วที่สุดได้อย่างไร?
ปากแตกเกิดจากการขาดความชุ่มชื้นเนื่องจากปัจจัยภายนอก พฤติกรรมส่วนตัว หรือการขาดสารอาหาร และสามารถรักษาให้หายเร็วที่สุดได้ด้วยการทาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่หรือขี้ผึ้งบ่อยๆ
สาเหตุหลักและวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมีดังนี้:
สาเหตุของอาการปากแตก:
- พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม: การเลียริมฝีปากบ่อยครั้ง (เอนไซม์ในน้ำลายทำให้ปากแห้งกว่าเดิม), ภาวะขาดน้ำ, อากาศหนาวหรือแห้ง และการสัมผัสแสงแดดจัด
- สารระคายเคือง: อาการแพ้ส่วนผสมในลิปสติกหรือยาสีฟัน และผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิวกลุ่ม isotretinoin
- การขาดสารอาหาร: การขาดวิตามินบี 2 (Riboflavin), บี 6, บี 9, บี 12 รวมถึงธาตุเหล็กและสังกะสี
วิธีรักษาให้หายเร็วที่สุด:
- ทาสารเคลือบผิวบ่อยๆ: ใช้ลิปบาล์มหรือขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของ Petrolatum, Glycerin หรือ Mineral oil เพื่อล็อคความชุ่มชื้น โดยควรทาทั้งเช้า เย็น และระหว่างวัน
- หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: งดใช้ลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของเมนทอล (Menthol), การบูร (Camphor) หรือน้ำหอม เพราะอาจทำให้ปากแห้งระคายเคืองมากขึ้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อรักษาความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก
- สครับริมฝีปากอย่างอ่อนโยน: หากมีผิวลอกเป็นขุย ให้ใช้สครับน้ำตาลผสมน้ำมันธรรมชาติขัดเบาๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แล้วรีบทาลิปบาล์มทันทีเพื่อปกป้องผิวใหม่ (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
สาเหตุของอาการปากแห้ง ปากแตก และปากลอกเป็นแผ่น
พฤติกรรมการเลียริมฝีปากบ่อยเกินไป
การเลียริมฝีปากบ่อยเกินไปจะทำให้ริมฝีปากแห้งและแตกมากขึ้น เนื่องจากน้ำลายระเหยได้เร็วและมีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหารที่ทำให้ผิวริมฝีปากระคายเคือง ซึ่งจะดึงความชุ่มชื้นตามธรรมชาติออกไปจนเกิดเป็นวงจรที่ทำให้ริมฝีปากยิ่งแห้งกว่าเดิม (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
ร่างกายขาดน้ำและดื่มน้ำไม่เพียงพอ
การขาดน้ำส่งผลให้ริมฝีปากแห้งและแตกได้ เนื่องจากร่างกายจะดึงน้ำจากส่วนที่ไม่สำคัญอย่างผิวหนังไปใช้ในส่วนอื่นที่จำเป็นมากกว่า โดยอาการริมฝีปากแห้งถือเป็นสัญญาณเตือนในระยะแรกของการขาดน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังและป้องกันไม่ให้ริมฝีปากแห้งกร้านจากการที่ร่างกายพยายามสงวนน้ำไว้ให้แก่อวัยวะสำคัญ (The Link Between Dry Lips and Vitamin Deficiency, Verywell Health, 2025)
สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ
สภาพอากาศที่หนาวเย็น แห้ง และการสัมผัสแสงแดดเป็นปัจจัยหลักที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากริมฝีปาก เนื่องจากผิวบริเวณริมฝีปากมีความบางมาก เมื่อเผชิญกับความชื้นสัมพัทธ์ต่ำและลมแรงในฤดูหนาว หรือรังสี UV ที่รุนแรงในฤดูร้อน จึงทำให้ริมฝีปากแห้ง แตก และลอกได้ง่าย (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
การแพ้สารเคมีในลิปสติกหรือยาสีฟัน
การแพ้สารเคมีในลิปสติกหรือยาสีฟันสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะปากอักเสบ (cheilitis) ซึ่งทำให้ริมฝีปากเกิดการอักเสบ เป็นขุย และลอกได้ สารที่มักก่อให้เกิดการระคายเคือง ได้แก่ สารแต่งกลิ่นรสหรือส่วนผสมเฉพาะในผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและริมฝีปาก ซึ่งหากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย (Cheilitis, StatPearls, 2023)
ปากแตก ปากแห้ง ขาดวิตามินอะไร?
อาการปากแห้งและปากแตกมักเกิดจากการขาดวิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคปากนกกระจอกหรือมีรอยแตกที่มุมปากร่วมด้วย นอกจากนี้การขาดสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินบี 6, บี 9 (โฟเลต), บี 12, ธาตุเหล็ก หรือสังกะสี ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ริมฝีปากแห้งและลอกเป็นขุยได้เช่นกัน (The Link Between Dry Lips and Vitamin Deficiency, Verywell Health, 2025)
ความสำคัญของวิตามินบี 2 (Riboflavin) ต่อริมฝีปาก
วิตามินบี 2 (Riboflavin) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและรักษาอาการริมฝีปากแห้งแตกและโรคปากนกกระจอก หากร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้จะนำไปสู่ภาวะ _cheilosis_ ซึ่งทำให้เกิดรอยแยกที่เจ็บปวดบริเวณมุมปาก รวมถึงทำให้ริมฝีปากแห้งกร้านโดยรวม การได้รับวิตามินบี 2 อย่างเพียงพอจากอาหาร เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ไข่ และผักใบเขียว จึงเป็นกุญแจสำคัญในการบำรุงสุขภาพริมฝีปากจากภายใน (Can Vitamin Deficiencies Cause Chapped Lips?, Healthline, 2020)
วิตามินซีและวิตามินอีกับการฟื้นฟูผิวปาก
วิตามินซีช่วยสนับสนุนการซ่อมแซมผิวริมฝีปากโดยการเสริมสร้างคอลลาเจน ในขณะที่วิตามินอีช่วยปกป้องและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่แห้งแตก วิตามินซีมีความสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนเพื่อให้ริมฝีปากมีสุขภาพดี แม้ว่าการขาดวิตามินซีจนทำให้ปากลอกรุนแรงจะพบได้น้อย ส่วนวิตามินอีในรูปแบบน้ำมันสามารถนำมาทาเพื่อช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและสร้างชั้นปกป้องผิวเพื่อป้องกันการระคายเคืองเพิ่มเติม (The Link Between Dry Lips and Vitamin Deficiency, Verywell Health, 2025)
อาหารที่ควรรับประทานเพื่อบำรุงริมฝีปากจากภายใน
คุณควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี เหล็ก วิตามินซี และวิตามินอี เพื่อบำรุงและฟื้นฟูริมฝีปากจากภายใน
สารอาหารสำคัญและแหล่งอาหารที่แนะนำมีดังนี้:
- วิตามินบี (โดยเฉพาะ B2, B6, B9, B12): ช่วยป้องกันอาการปากนกกระจอกและริมฝีปากแห้ง พบได้ในธัญพืชเต็มเมล็ด ไข่ และผักใบเขียว
- เหล็ก: ช่วยลดอาการริมฝีปากลอกเป็นขุย พบได้ในเนื้อแดงและพืชตระกูลถั่ว
- วิตามินซี: สนับสนุนการสร้างคอลลาเจนและช่วยในการซ่อมแซมผิวริมฝีปาก พบได้ในผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่
- วิตามินอี: ช่วยปกป้องและฟื้นฟูเนื้อเยื่อริมฝีปาก พบได้ในถั่วและเมล็ดพืชต่างๆ
- น้ำ: การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาความชุ่มชื้นของริมฝีปาก (The Link Between Dry Lips and Vitamin Deficiency, Verywell Health, 2025)
วิธีแก้ปากแตกและวิธีบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้น
วิธีแก้ปากแตกและบำรุงริมฝีปากทำได้โดยการทาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่หรือขี้ผึ้งเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น พร้อมกับปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม: ใช้ลิปบาล์มที่ไม่มีน้ำหอมและสารก่อการระคายเคือง เช่น เมนทอลหรือการบูร และควรมีค่า SPF 30+ หากต้องออกแดด
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การรักษาความชุ่มชื้นจากภายในช่วยป้องกันไม่ให้ริมฝีปากแห้งกร้าน
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการเลียริมฝีปากเพราะเอนไซม์ในน้ำลายจะทำให้ปากแห้งกว่าเดิม และห้ามแกะลอกผิวที่ลอกออก
- สครับริมฝีปากอย่างอ่อนโยน: ใช้สครับน้ำตาลผสมน้ำมันธรรมชาติสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
- ใช้เครื่องทำความชื้น: หากอยู่ในห้องแอร์หรือสภาพอากาศแห้ง ควรใช้เครื่องทำความชื้นเพื่อลดการสูญเสียน้ำจากผิวริมฝีปาก (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
การเลือกใช้ลิปบาล์มและปิโตรเลียมเจลที่เหมาะสม
ควรเลือกใช้ลิปบาล์มหรือขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมเรียบง่ายและไม่มีสารระคายเคืองเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น โดยมีแนวทางในการเลือกและใช้งานดังนี้:
- เลือกส่วนผสมที่ช่วยปกป้องผิว: มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่ (Petrolatum), กลีเซอรีน (Glycerin), มิเนอรัลออยล์ (Mineral oil) หรือไดเมทิโคน (Dimethicone) ซึ่งช่วยสร้างเกราะป้องกันและปิดรอยแตกบนริมฝีปาก
- หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: ไม่ควรใช้ลิปที่มีส่วนผสมของเมนทอล (Menthol), การบูร (Camphor), ยูคาลิปตัส หรือกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) เพราะอาจทำให้ริมฝีปากแห้งตึงหรือแสบมากขึ้น
- เลือกแบบไม่มีน้ำหอม: ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรปราศจากน้ำหอม (Fragrance-free) และไม่ก่อให้เกิดการแพ้ (Hypoallergenic)
- การป้องกันแสงแดด: เลือกใช้ลิปบาล์มที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อป้องกันความเสียหายจากรังสี UV
- ความถี่ในการใช้: ควรทาลิปบาล์มบ่อยๆ ในตอนเช้า ก่อนนอน และทุกครั้งที่รู้สึกว่าริมฝีปากแห้ง โดยเฉพาะก่อนออกไปสัมผัสอากาศหนาวหรือลมแรง (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
สูตรสครับปากจากธรรมชาติเพื่อผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
สูตรสครับปากจากธรรมชาติทำได้โดยการผสมน้ำตาลทรายละเอียดประมาณ 3 ช้อนชา เข้ากับน้ำมันบำรุงผิว (เช่น น้ำมันมะกอกหรือโจโจ้บา) สองสามหยด และน้ำผึ้งอีกครึ่งช้อนชา โดยมีขั้นตอนการใช้งานดังนี้:
- นำส่วนผสมที่เตรียมไว้มานวดลงบนริมฝีปากเป็นวงกลมเบาๆ ประมาณ 2 นาที
- ล้างออกด้วยน้ำสะอาดเพื่อให้ริมฝีปากเรียบเนียนขึ้น
- ทามอยส์เจอไรเซอร์หรือลิปบาล์มที่มีความเข้มข้นทันทีหลังการสครับเพื่อปกป้องผิวใหม่ (How to Treat Chapped Lips in a Newborn, Medical News Today, 2023)
การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันปากกลับมาแตกซ้ำ
การป้องกันไม่ให้ริมฝีปากกลับมาแตกซ้ำทำได้โดยการหยุดเลียริมฝีปาก ดื่มน้ำให้เพียงพอ และทาลิปบาล์มที่มีสารปกป้องความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ
แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันอาการปากแตกเรื้อรังมีดังนี้:
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการเลีย เม้ม หรือแกะลอกผิวริมฝีปาก เพราะเอนไซม์ในน้ำลายจะทำให้ปากแห้งกว่าเดิม และการแกะผิวอาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือการติดเชื้อได้
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม: ใช้ลิปบาล์มที่ไม่มีน้ำหอมและสารระคายเคือง (เช่น เมนทอล หรือการบูร) โดยเน้นส่วนประกอบของปิโตรเลียมเจลลี่หรือไดเมทิโคนเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น
- การป้องกันจากสภาพแวดล้อม: ทาลิปบาล์มที่มี SPF 30+ ก่อนออกแดด ใช้ผ้าพันคอปิดปากในที่อากาศเย็นจัด และใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศหากอยู่ในห้องที่แห้งเกินไป
- ดูแลสุขภาพจากภายใน: ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว และรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี (เช่น ธัญพืช ไข่ ผักใบเขียว) รวมถึงธาตุเหล็กและสังกะสี (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
ปากแตกแบบไหนควรไปพบแพทย์?
คุณควรไปพบแพทย์หากริมฝีปากแตกอย่างรุนแรงและไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แม้จะดูแลตัวเองแล้ว โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญดังนี้:
- มีอาการเจ็บปวดรุนแรงหรือริมฝีปากบวมมาก
- มีแผลแตกที่มีเลือดออกหรือมีหนองและสะเก็ดสีเหลือง ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อ
- มีรอยแตกที่ลามออกไปเกินขอบริมฝีปาก
- มีอาการของโรคปากนกกระจอก (Angular cheilitis) เช่น รอยแตกที่มุมปากซึ่งอาจมีอาการแดงหรือแฉะร่วมด้วย (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
สัญญาณเตือนอาการปากอักเสบ (Cheilitis)
สัญญาณเตือนของอาการปากอักเสบที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่ อาการปวดอย่างรุนแรง ริมฝีปากบวมอย่างเห็นได้ชัด มีสะเก็ดสีเหลืองหรือหนอง หรือมีรอยแตกที่ลามออกไปนอกขอบริมฝีปาก นอกจากนี้ หากมีอาการปากแห้งแตกเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แม้จะดูแลตัวเองแล้ว หรือมีรอยแตกและเลือดออกบริเวณมุมปาก (โรคปากนกกระจอก) ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อราหรือแบคทีเรีย ก็ถือเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญ (Cheilitis, StatPearls, 2023)
ปากแตกเรื้อรัง มีเลือดออก หรือมีหนองร่วมด้วย
หากคุณมีอาการปากแตกเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ มีเลือดออก หรือมีหนองร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น Staphylococcus aureus) หรือเชื้อรา รวมถึงอาจเป็นโรคปากนกกระจอก (Angular cheilitis) ที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเฉพาะทางในการรักษา ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่การเกิดแผลเป็นหรือการเปลี่ยนสีของริมฝีปากในระยะยาวได้ (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
ความแตกต่างระหว่างปากแตกทั่วไปกับโรคปากนกกระจอก
ความแตกต่างหลักคือตำแหน่งที่เกิดและลักษณะของอาการ โดยปากแตกทั่วไปมักแห้งลอกทั่วริมฝีปาก แต่โรคปากนกกระจอกจะมีแผลแตกและอักเสบเฉพาะที่บริเวณมุมปาก
ความแตกต่างที่ชัดเจนมีดังนี้:
- ปากแตกทั่วไป (Chapped Lips): มักเกิดจากผิวริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น ทำให้แห้ง ลอกเป็นขุย หรือแตกเป็นร่องทั่วบริเวณริมฝีปาก
- โรคปากนกกระจอก (Angular Cheilitis): เป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณมุมปากทั้งสองข้างหรือข้างใดข้างหนึ่ง โดยจะมีรอยแตกที่อาจมีเลือดออก มีอาการบวม แดง หรือมีตุ่มหนองร่วมด้วย ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย (Cheilitis, StatPearls, 2023)
ผลข้างเคียงและข้อควรระวังหากปล่อยให้ปากแตกเรื้อรัง
ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
ริมฝีปากที่แห้งแตกเรื้อรังอาจนำไปสู่การติดเชื้อทุติยภูมิจากแบคทีเรีย (เช่น Staphylococcus aureus) หรือเชื้อรา (เช่น Candida albicans) ได้ เนื่องจากรอยแตกบนผิวหนังเป็นช่องทางให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวด บวม และแผลหายช้าลง โดยเฉพาะในกรณีของโรคปากนกกระจอก (Angular cheilitis) ที่มักพบการติดเชื้อบริเวณมุมปากจนเกิดอาการแดง มีน้ำเหลืองซึม หรือมีสะเก็ด (Cheilitis, StatPearls, 2023)
ปัญหาปากดำคล้ำและร่องปากลึกจากการแกะเกา
การแกะหรือลอกผิวริมฝีปากที่แห้งเป็นประจำอาจทำให้เกิดรอยดำคล้ำ (post-inflammatory hyperpigmentation) และร่องลึกถาวรบนผิวปากได้ เนื่องจากการอักเสบเรื้อรังและการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อซ้ำๆ จะกระตุ้นการสร้างเม็ดสีที่มากขึ้นและอาจทำให้เกิดพังผืดหรือรอยแผลเป็นที่เป็นร่องลึกบนพื้นผิวริมฝีปาก (Lip Licker’s Dermatitis, DermNet NZ, 2020)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปากแตก
ปากแตกใช้เวลาหายกี่วัน?
โดยปกติแล้วอาการปากแตกจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3 ถึง 7 วันหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ริมฝีปากแตกอย่างรุนแรงหรือมีเลือดออกร่วมด้วย อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายนานถึง 2 ถึง 3 สัปดาห์เพื่อให้หายสนิท (Chapped Lips (Cheilitis): Causes, Treatment & Prevention, Cleveland Clinic, 2023)
ปากแตกเลือดออกทายาอะไรดี?
หากปากแตกจนมีเลือดออก ควรทาผลิตภัณฑ์ประเภทขี้ผึ้ง (Ointment) เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่ (Vaseline) เพื่อเคลือบปิดแผลและกักเก็บความชุ่มชื้น การทาขี้ผึ้งหนาๆ จะช่วยสร้างสภาวะที่เหมาะสมต่อการสมานตัวของผิวหนังที่ฉีกขาด นอกจากนี้อาจแต้มยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่หาซื้อได้ทั่วไป (เช่น Bacitracin หรือ Neosporin) ปริมาณเล็กน้อยบริเวณรอยแตกเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และควรหลีกเลี่ยงการเลียริมฝีปากเพราะเอนไซม์ในน้ำลายจะยิ่งทำให้แผลระคายเคืองและหายช้าลง (What Is Cheilitis?, Verywell Health, 2025)
ทาลิปมันบ่อยๆ ทำให้ปากยิ่งแห้งจริงหรือไม่?
ไม่จริง การทาลิปมันบ่อยๆ ไม่ได้ทำให้ริมฝีปากแห้งลงหรือเกิดอาการเสพติดลิปมัน แต่ความรู้สึกว่าปากแห้งกว่าเดิมมักเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น เมนทอล (menthol), การบูร (camphor), ฟีนอล (phenol) หรือกรดซาลิไซลิก (salicylic acid) ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้อาจทำให้ริมฝีปากแห้งตึงและกระตุ้นให้ต้องทาซ้ำบ่อยขึ้น ดังนั้นควรเลือกใช้ลิปมันที่มีส่วนผสมเรียบง่ายและเน้นการกักเก็บความชุ่มชื้นเป็นหลัก (Are Lip Balms and Chapsticks Bad for You?, Cleveland Clinic – Health Essentials, 2023)
เด็กเล็กปากแตกทายาอะไรได้บ้าง?
สำหรับเด็กเล็กที่ปากแตก ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและไม่มีส่วนผสมของยา เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่บริสุทธิ์ (Petroleum jelly) หรือลาโนลินเกรดทางการแพทย์ (Medical-grade lanolin) เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงหากเด็กเผลอกลืนกินเข้าไป และช่วยสร้างชั้นปกป้องความชุ่มชื้นได้ดี นอกจากนี้ สำหรับทารกที่ยังดื่มนมแม่ สามารถใช้น้ำนมแม่ทาบริเวณริมฝีปากเพื่อช่วยปลอบประโลมและเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงลิปบาล์มสำหรับผู้ใหญ่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารระเหย และควรให้เด็กดื่มน้ำให้เพียงพอรวมถึงใช้เครื่องทำความชื้นหากอยู่ในสภาพอากาศแห้ง (How to Treat Chapped Lips in a Newborn, Medical News Today, 2023)

