เชื้อราบนหน้า สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาให้ผิวกลับมาเรียบเนียน
เชื้อราบนหน้าคือการติดเชื้อราที่ผิวหนังบนใบหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อชั้นนอกและรูขุมขนจากเชื้อรา 3 กลุ่มหลัก ได้แก่มาลาสซีเซีย เดอร์มาโตไฟต์ และแคนดิดา ทำให้เกิดอาการเช่นสิวเชื้อราและกลาก และสามารถรักษาให้ผิวเรียบเนียนด้วยยาต้านเชื้อรา
เชื้อราบนหน้าคืออะไร
เชื้อราบนหน้าคือการติดเชื้อราที่ผิวหนังบนใบหน้า ซึ่งโดยทั่วไปจะส่งผลกระทบต่อผิวหนังชั้นนอกและรูขุมขน การติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและเกิดจากเชื้อรา 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia), เชื้อราเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte), และยีสต์แคนดิดา (Candida) โดยเชื้อแต่ละชนิดทำให้เกิดอาการแตกต่างกันไป เช่น ภาวะรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (สิวเชื้อรา), โรคกลากบนใบหน้า, หรือผื่นแดงอักเสบ (Journal of Fungi, 2025)
สาเหตุของเชื้อราบนหน้าเกิดจากอะไร
ประเภทของเชื้อราที่พบบ่อยบนใบหน้า
เชื้อราที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบนใบหน้าคือเชื้อยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia), เชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte) และเชื้อยีสต์แคนดิดา (Candida) เชื้อราแต่ละชนิดทำให้เกิดอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้
- เชื้อยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia): เป็นเชื้อยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามปกติ แต่เมื่อมีจำนวนมากเกินไปจะทำให้เกิดภาวะรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา หรือที่เรียกกันว่า “สิวเชื้อรา” (Malassezia folliculitis)
- เชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte): เป็นเชื้อราคล้ายราเส้นสายที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อเคราติน เช่น ผิวหนังชั้นนอก ทำให้เกิดโรคกลากบนใบหน้า (Tinea faciei)
- เชื้อยีสต์แคนดิดา (Candida): เป็นเชื้อยีสต์ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบนผิวหนังได้ โดยเฉพาะในบริเวณที่อับชื้น เช่น มุมปาก หรือรอยพับบนใบหน้า (Journal of Fungi, 2025)
ปัจจัยกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์
ปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อราบนใบหน้าคือสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่ทำให้ผิวหนังอุ่น ชื้น และมีความมัน ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- สภาพอากาศ: อากาศร้อนชื้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เนื่องจากกระตุ้นการผลิตเหงื่อและน้ำมันบนผิวหนัง
- การอับชื้น: การสวมหน้ากากอนามัย หมวกกันน็อก หรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นเป็นเวลานาน จะกักเก็บความร้อนและความชื้นไว้บนผิว
- เหงื่อออกมาก: การออกกำลังกายอย่างหนักหรือภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ทำให้ผิวเปียกชื้นตลอดเวลา
- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว: การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (Oily) มีคุณสมบัติอุดตันผิว (Occlusive) หรือมีส่วนผสมของกรดไขมันบางชนิดที่เชื้อราชอบ
- สุขอนามัยและพฤติกรรม: การรักษาความสะอาดผิวหน้าที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะบนใบหน้าโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- การสัมผัสเชื้อจากภายนอก: การสัมผัสสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคเชื้อรา หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราบนผิวหนัง (Journal of Fungi, 2025)
ลักษณะอาการของเชื้อราบนหน้า
วิธีแยกแยะระหว่างสิวทั่วไปกับสิวเชื้อรา
วิธีแยกแยะระหว่างสิวทั่วไปกับสิวเชื้อราคือการสังเกตลักษณะของสิว อาการคัน และการมีอยู่ของสิวอุดตัน สิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) จะมีลักษณะเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองขนาดเล็กเท่าๆ กัน ขึ้นเป็นกลุ่ม และมักมีอาการคันชัดเจน แต่จะไม่มีสิวอุดตัน (สิวหัวดำหรือหัวขาว) ในขณะที่สิวทั่วไป (Acne vulgaris) จะมีสิวหลายรูปแบบปนกัน เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ และซีสต์ โดยมักไม่ค่อยคันแต่อาจมีอาการเจ็บแทนได้
ข้อแตกต่างที่สำคัญ ได้แก่
- ลักษณะสิว: สิวเชื้อรามีขนาดสม่ำเสมอ (Monomorphic) ส่วนสิวทั่วไปมีหลายขนาดและหลายระยะปนกัน (Polymorphic)
- สิวอุดตัน: สิวเชื้อราจะไม่มีสิวอุดตัน ซึ่งเป็นจุดสังเกตที่สำคัญที่สุด
- อาการคัน: สิวเชื้อรามักมีอาการคันมาก ส่วนสิวทั่วไปมักไม่คัน
- การตอบสนองต่อยา: สิวเชื้อราจะไม่ดีขึ้นหรืออาจแย่ลงเมื่อใช้ยาปฏิชีวนะรักษาสิว แต่จะตอบสนองต่อยาต้านเชื้อรา (Journal of Fungi, 2025)
วิธีรักษาเชื้อราบนหน้า
การรักษาเชื้อราบนใบหน้าโดยหลักแล้วคือการใช้ยาต้านเชื้อรา ทั้งในรูปแบบยาทาเฉพาะที่และยารับประทาน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของการติดเชื้อ
วิธีการรักษาที่สำคัญประกอบด้วย:
- ยาทาต้านเชื้อราเฉพาะที่ เป็นการรักษาอันดับแรกสำหรับกรณีที่ไม่รุนแรง โดยใช้ครีมที่มีส่วนผสม เช่น คีโตโคนาโซล (ketoconazole), โคลไตรมาโซล (clotrimazole) หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) ทาวันละ 1-2 ครั้ง นอกจากนี้ยังอาจใช้แชมพูยาต้านเชื้อรา เช่น คีโตโคนาโซล หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) เป็นสบู่ล้างหน้าได้
- ยารับประทานต้านเชื้อรา ใช้ในกรณีที่การติดเชื้อรุนแรง เป็นวงกว้าง หรือไม่ตอบสนองต่อยาทา ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ อิทราโคนาโซล (itraconazole) และฟลูโคนาโซล (fluconazole) สำหรับการติดเชื้อยีสต์ หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) สำหรับการติดเชื้อราสาย (dermatophytes)
- การรักษาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ เนื่องจากการติดเชื้อราบนใบหน้า โดยเฉพาะสิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) มักกลับมาเป็นซ้ำได้ แพทย์จึงอาจแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อราเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อรา (Journal of Fungi, 2025)
การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน
การรักษาการติดเชื้อราบนใบหน้าด้วยยาแผนปัจจุบันคือ การใช้ยาต้านเชื้อราชนิดทาหรือชนิดรับประทาน โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามความรุนแรงและชนิดของการติดเชื้อ
แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วย:
- ยาต้านเชื้อราชนิดทา: เป็นการรักษาอันดับแรกสำหรับการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงและอยู่ในวงจำกัด เช่น คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) หรือ เทอร์บินาฟีน (Terbinafine) โดยทั่วไปใช้เวลารักษา 2-6 สัปดาห์
- ยาต้านเชื้อราชนิดรับประทาน: ใช้ในกรณีที่การติดเชื้อรุนแรง เป็นวงกว้าง หรือไม่ตอบสนองต่อยาทา เช่น อิทราโคนาโซล (Itraconazole) หรือ ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) โดยมักใช้เวลารักษา 2-4 สัปดาห์
- การรักษาร่วมกัน: อาจมีการใช้ยาทาและยารับประทานร่วมกันในกรณีที่การติดเชื้อรุนแรงหรือดื้อยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
- การรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ: โดยเฉพาะในการติดเชื้อยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia) แพทย์อาจแนะนำให้ใช้แชมพูหรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อราสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งในระยะยาว (Mdpi.com, 2025)
การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดการลามของเชื้อรา
การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดการลามของเชื้อราสามารถทำได้โดยใช้ยาต้านเชื้อราที่หาซื้อได้เองร่วมกับการปรับสุขอนามัย โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อควบคุมการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น
- ใช้ยาต้านเชื้อราเฉพาะที่: ทาครีมต้านเชื้อราที่หาซื้อได้เอง เช่น โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1% หรือ ไมโคนาโซล (miconazole) 2% บริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง
- ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสิวเชื้อรา: หากสงสัยว่าเป็นสิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) สามารถใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 1% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) 1% ฟอกบนใบหน้าทิ้งไว้ 2-3 นาทีก่อนล้างออก
- รักษาความสะอาด: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนเพื่อกำจัดน้ำมันและเหงื่อส่วนเกิน และซับหน้าให้แห้งเสมอ
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นเชื้อรา: งดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือมีความเข้มข้นสูง เพราะอาจเป็นอาหารของเชื้อราได้
เป็นเชื้อราบนหน้ารักษาเองหรือพบแพทย์ดีกว่ากัน
การรักษาเชื้อราบนใบหน้าด้วยตนเองสามารถทำได้ในกรณีที่ไม่รุนแรงและมีอาการน้อย แต่หากอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้น หรือไม่แน่ใจในการวินิจฉัย ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง
- การรักษาด้วยตนเอง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง เช่น มีผื่นวงแหวน (Ringworm) เล็กน้อย หรือมีสิวผดเชื้อรา (Fungal Acne) จำนวนไม่มาก สามารถใช้ยาต้านเชื้อราที่หาซื้อได้เอง เช่น ครีมโคลไตรมาโซล (Clotrimazole) หรือใช้แชมพูขจัดรังแคที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium Sulfide) เป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าได้
- ควรไปพบแพทย์ เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
- อาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากรักษาด้วยตนเองประมาณ 2 สัปดาห์
- การติดเชื้อรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง หรืออยู่ใกล้ดวงตา
- มีอาการเจ็บ บวม มีหนอง หรือมีไข้ร่วมด้วย
- ไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นใช่เชื้อราหรือไม่
- เป็นผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่รับเคมีบำบัด
- มีการติดเชื้อซ้ำบ่อยครั้ง (Malassezia (Pityrosporum) folliculitis: A review of the literature, Journal of Fungi, 2024)
แนวทางการฟื้นฟูผิวหลังการรักษาเชื้อรา
บริการทรีตเมนต์และเลเซอร์ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างไร
บริการทรีตเมนต์และเลเซอร์ช่วยฟื้นฟูผิวโดยการรักษารอยดำและรอยแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่หลังจากการติดเชื้อราหายดีแล้ว ซึ่งจะช่วยเร่งให้ผิวกลับมาเรียบเนียนและมีสีสม่ำเสมอเร็วขึ้น
ทรีตเมนต์ที่สามารถทำได้โดยผู้เชี่ยวชาญมีดังนี้
- การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels): ใช้กรด เช่น กรดไกลโคลิก (Glycolic acid) หรือกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) เพื่อเร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่มีเม็ดสีเข้มออกไป ช่วยให้รอยดำจางลง
- เลเซอร์และแสงบำบัด (Laser and Light Therapies): การใช้เลเซอร์ เช่น Q-switched laser หรือ Intense Pulsed Light (IPL) สามารถช่วยลดทั้งรอยแดงและรอยดำที่เกิดหลังการอักเสบได้
- การรักษาแผลเป็น (Scar Treatment): หากการติดเชื้อทิ้งรอยแผลเป็นไว้ สามารถใช้การรักษา เช่น Microneedling หรือ Fractional laser เพื่อกระตุ้นการสร้างผิวใหม่และทำให้แผลเป็นตื้นขึ้น
ควรทำทรีตเมนต์เหล่านี้หลังจากที่การติดเชื้อหายสนิทแล้ว (ประมาณ 4-6 สัปดาห์ขึ้นไป) และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันผลข้างเคียง (Dermnetnz.org, n.d.)
เคล็ดลับป้องกันเชื้อราบนหน้าไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
การป้องกันเชื้อราบนใบหน้าไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำทำได้โดยการปรับเปลี่ยนการดูแลผิวและวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อราเจริญเติบโต โดยเฉพาะสิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) ซึ่งมักกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ได้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ “ปลอดภัยต่อเชื้อรา” (Fungal-safe): เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน (oil-free) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่น กรดไขมันบางชนิด (fatty acids) และโพลีซอร์เบต (polysorbates)
- ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อควบคุมเชื้อราเป็นประจำ: ใช้แชมพูหรือสบู่ที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 1-2% หรือซิงค์ ไพริไธโอน (zinc pyrithione) ล้างหน้าสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อยีสต์บนผิวหนัง
- รักษาสุขอนามัยหลังเหงื่อออก: อาบน้ำและล้างหน้าทันทีหลังการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก
- หลีกเลี่ยงความอับชื้น: สวมหน้ากากอนามัยที่ระบายอากาศได้ดีและเปลี่ยนบ่อยๆ รวมถึงซักปลอกหมอนและผ้าเช็ดตัวเป็นประจำ
- ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: ดูแลให้เส้นผมสะอาดและไม่ให้ปรกหน้า โดยเฉพาะหากใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ภาวะเบาหวาน (Journal of Fungi, 2025)


