Skip to content

TEL : 081-841-5075, 02-258-4050

Facebook Instagram YouTube
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมดExpand
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิวExpand
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความExpand
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทยExpand
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
Consult a Doctor
Skincare

เชื้อราบนหน้า สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาให้ผิวกลับมาเรียบเนียน

Byadmin ธันวาคม 16, 2025
By แพทย์หญิงนัชชนก หุ่นวิจิตร Updated on ธันวาคม 16, 2025
✦ Medically reviewed by  นายแพทย์เลอพงษ์ กรุดเงิน

เชื้อราบนหน้า

เชื้อราบนหน้าคือการติดเชื้อราที่ผิวหนังบนใบหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อชั้นนอกและรูขุมขนจากเชื้อรา 3 กลุ่มหลัก ได้แก่มาลาสซีเซีย เดอร์มาโตไฟต์ และแคนดิดา ทำให้เกิดอาการเช่นสิวเชื้อราและกลาก และสามารถรักษาให้ผิวเรียบเนียนด้วยยาต้านเชื้อรา

Table of Contents

Toggle
  • เชื้อราบนหน้าคืออะไร
  • สาเหตุของเชื้อราบนหน้าเกิดจากอะไร
    • ประเภทของเชื้อราที่พบบ่อยบนใบหน้า
    • ปัจจัยกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์
  • ลักษณะอาการของเชื้อราบนหน้า
    • วิธีแยกแยะระหว่างสิวทั่วไปกับสิวเชื้อรา
  • วิธีรักษาเชื้อราบนหน้า
    • การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน
    • การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดการลามของเชื้อรา
  • เป็นเชื้อราบนหน้ารักษาเองหรือพบแพทย์ดีกว่ากัน
  • แนวทางการฟื้นฟูผิวหลังการรักษาเชื้อรา
    • บริการทรีตเมนต์และเลเซอร์ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างไร
  • เคล็ดลับป้องกันเชื้อราบนหน้าไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

เชื้อราบนหน้าคืออะไร

เชื้อราบนหน้าคือการติดเชื้อราที่ผิวหนังบนใบหน้า ซึ่งโดยทั่วไปจะส่งผลกระทบต่อผิวหนังชั้นนอกและรูขุมขน การติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและเกิดจากเชื้อรา 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia), เชื้อราเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte), และยีสต์แคนดิดา (Candida) โดยเชื้อแต่ละชนิดทำให้เกิดอาการแตกต่างกันไป เช่น ภาวะรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (สิวเชื้อรา), โรคกลากบนใบหน้า, หรือผื่นแดงอักเสบ (Journal of Fungi, 2025)

สาเหตุของเชื้อราบนหน้าเกิดจากอะไร

ประเภทของเชื้อราที่พบบ่อยบนใบหน้า

เชื้อราที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบนใบหน้าคือเชื้อยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia), เชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte) และเชื้อยีสต์แคนดิดา (Candida) เชื้อราแต่ละชนิดทำให้เกิดอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • เชื้อยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia): เป็นเชื้อยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามปกติ แต่เมื่อมีจำนวนมากเกินไปจะทำให้เกิดภาวะรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา หรือที่เรียกกันว่า “สิวเชื้อรา” (Malassezia folliculitis)
  • เชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte): เป็นเชื้อราคล้ายราเส้นสายที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อเคราติน เช่น ผิวหนังชั้นนอก ทำให้เกิดโรคกลากบนใบหน้า (Tinea faciei)
  • เชื้อยีสต์แคนดิดา (Candida): เป็นเชื้อยีสต์ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบนผิวหนังได้ โดยเฉพาะในบริเวณที่อับชื้น เช่น มุมปาก หรือรอยพับบนใบหน้า (Journal of Fungi, 2025)

ปัจจัยกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์

ปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อราบนใบหน้าคือสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่ทำให้ผิวหนังอุ่น ชื้น และมีความมัน ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

  • สภาพอากาศ: อากาศร้อนชื้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เนื่องจากกระตุ้นการผลิตเหงื่อและน้ำมันบนผิวหนัง
  • การอับชื้น: การสวมหน้ากากอนามัย หมวกกันน็อก หรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นเป็นเวลานาน จะกักเก็บความร้อนและความชื้นไว้บนผิว
  • เหงื่อออกมาก: การออกกำลังกายอย่างหนักหรือภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ทำให้ผิวเปียกชื้นตลอดเวลา
  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว: การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (Oily) มีคุณสมบัติอุดตันผิว (Occlusive) หรือมีส่วนผสมของกรดไขมันบางชนิดที่เชื้อราชอบ
  • สุขอนามัยและพฤติกรรม: การรักษาความสะอาดผิวหน้าที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะบนใบหน้าโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • การสัมผัสเชื้อจากภายนอก: การสัมผัสสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคเชื้อรา หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราบนผิวหนัง (Journal of Fungi, 2025)

ลักษณะอาการของเชื้อราบนหน้า

วิธีแยกแยะระหว่างสิวทั่วไปกับสิวเชื้อรา

วิธีแยกแยะระหว่างสิวทั่วไปกับสิวเชื้อราคือการสังเกตลักษณะของสิว อาการคัน และการมีอยู่ของสิวอุดตัน สิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) จะมีลักษณะเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองขนาดเล็กเท่าๆ กัน ขึ้นเป็นกลุ่ม และมักมีอาการคันชัดเจน แต่จะไม่มีสิวอุดตัน (สิวหัวดำหรือหัวขาว) ในขณะที่สิวทั่วไป (Acne vulgaris) จะมีสิวหลายรูปแบบปนกัน เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ และซีสต์ โดยมักไม่ค่อยคันแต่อาจมีอาการเจ็บแทนได้

ข้อแตกต่างที่สำคัญ ได้แก่

  • ลักษณะสิว: สิวเชื้อรามีขนาดสม่ำเสมอ (Monomorphic) ส่วนสิวทั่วไปมีหลายขนาดและหลายระยะปนกัน (Polymorphic)
  • สิวอุดตัน: สิวเชื้อราจะไม่มีสิวอุดตัน ซึ่งเป็นจุดสังเกตที่สำคัญที่สุด
  • อาการคัน: สิวเชื้อรามักมีอาการคันมาก ส่วนสิวทั่วไปมักไม่คัน
  • การตอบสนองต่อยา: สิวเชื้อราจะไม่ดีขึ้นหรืออาจแย่ลงเมื่อใช้ยาปฏิชีวนะรักษาสิว แต่จะตอบสนองต่อยาต้านเชื้อรา (Journal of Fungi, 2025)

วิธีรักษาเชื้อราบนหน้า

การรักษาเชื้อราบนใบหน้าโดยหลักแล้วคือการใช้ยาต้านเชื้อรา ทั้งในรูปแบบยาทาเฉพาะที่และยารับประทาน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของการติดเชื้อ

วิธีการรักษาที่สำคัญประกอบด้วย:

  • ยาทาต้านเชื้อราเฉพาะที่ เป็นการรักษาอันดับแรกสำหรับกรณีที่ไม่รุนแรง โดยใช้ครีมที่มีส่วนผสม เช่น คีโตโคนาโซล (ketoconazole), โคลไตรมาโซล (clotrimazole) หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) ทาวันละ 1-2 ครั้ง นอกจากนี้ยังอาจใช้แชมพูยาต้านเชื้อรา เช่น คีโตโคนาโซล หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) เป็นสบู่ล้างหน้าได้
  • ยารับประทานต้านเชื้อรา ใช้ในกรณีที่การติดเชื้อรุนแรง เป็นวงกว้าง หรือไม่ตอบสนองต่อยาทา ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ อิทราโคนาโซล (itraconazole) และฟลูโคนาโซล (fluconazole) สำหรับการติดเชื้อยีสต์ หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) สำหรับการติดเชื้อราสาย (dermatophytes)
  • การรักษาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ เนื่องจากการติดเชื้อราบนใบหน้า โดยเฉพาะสิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) มักกลับมาเป็นซ้ำได้ แพทย์จึงอาจแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อราเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อรา (Journal of Fungi, 2025)

การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน

การรักษาการติดเชื้อราบนใบหน้าด้วยยาแผนปัจจุบันคือ การใช้ยาต้านเชื้อราชนิดทาหรือชนิดรับประทาน โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามความรุนแรงและชนิดของการติดเชื้อ

แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วย:

  • ยาต้านเชื้อราชนิดทา: เป็นการรักษาอันดับแรกสำหรับการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงและอยู่ในวงจำกัด เช่น คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) หรือ เทอร์บินาฟีน (Terbinafine) โดยทั่วไปใช้เวลารักษา 2-6 สัปดาห์
  • ยาต้านเชื้อราชนิดรับประทาน: ใช้ในกรณีที่การติดเชื้อรุนแรง เป็นวงกว้าง หรือไม่ตอบสนองต่อยาทา เช่น อิทราโคนาโซล (Itraconazole) หรือ ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) โดยมักใช้เวลารักษา 2-4 สัปดาห์
  • การรักษาร่วมกัน: อาจมีการใช้ยาทาและยารับประทานร่วมกันในกรณีที่การติดเชื้อรุนแรงหรือดื้อยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
  • การรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ: โดยเฉพาะในการติดเชื้อยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia) แพทย์อาจแนะนำให้ใช้แชมพูหรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อราสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งในระยะยาว (Mdpi.com, 2025)

การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดการลามของเชื้อรา

การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดการลามของเชื้อราสามารถทำได้โดยใช้ยาต้านเชื้อราที่หาซื้อได้เองร่วมกับการปรับสุขอนามัย โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อควบคุมการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น

  • ใช้ยาต้านเชื้อราเฉพาะที่: ทาครีมต้านเชื้อราที่หาซื้อได้เอง เช่น โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1% หรือ ไมโคนาโซล (miconazole) 2% บริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง
  • ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสิวเชื้อรา: หากสงสัยว่าเป็นสิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) สามารถใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 1% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) 1% ฟอกบนใบหน้าทิ้งไว้ 2-3 นาทีก่อนล้างออก
  • รักษาความสะอาด: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนเพื่อกำจัดน้ำมันและเหงื่อส่วนเกิน และซับหน้าให้แห้งเสมอ
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นเชื้อรา: งดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือมีความเข้มข้นสูง เพราะอาจเป็นอาหารของเชื้อราได้

เชื้อราบนหน้า สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาให้ผิวกลับมาเรียบเนียน Infographic

เป็นเชื้อราบนหน้ารักษาเองหรือพบแพทย์ดีกว่ากัน

การรักษาเชื้อราบนใบหน้าด้วยตนเองสามารถทำได้ในกรณีที่ไม่รุนแรงและมีอาการน้อย แต่หากอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้น หรือไม่แน่ใจในการวินิจฉัย ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

  • การรักษาด้วยตนเอง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง เช่น มีผื่นวงแหวน (Ringworm) เล็กน้อย หรือมีสิวผดเชื้อรา (Fungal Acne) จำนวนไม่มาก สามารถใช้ยาต้านเชื้อราที่หาซื้อได้เอง เช่น ครีมโคลไตรมาโซล (Clotrimazole) หรือใช้แชมพูขจัดรังแคที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium Sulfide) เป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าได้
  • ควรไปพบแพทย์ เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
    • อาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากรักษาด้วยตนเองประมาณ 2 สัปดาห์
    • การติดเชื้อรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง หรืออยู่ใกล้ดวงตา
    • มีอาการเจ็บ บวม มีหนอง หรือมีไข้ร่วมด้วย
    • ไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นใช่เชื้อราหรือไม่
    • เป็นผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่รับเคมีบำบัด
    • มีการติดเชื้อซ้ำบ่อยครั้ง (Malassezia (Pityrosporum) folliculitis: A review of the literature, Journal of Fungi, 2024)

แนวทางการฟื้นฟูผิวหลังการรักษาเชื้อรา

บริการทรีตเมนต์และเลเซอร์ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างไร

บริการทรีตเมนต์และเลเซอร์ช่วยฟื้นฟูผิวโดยการรักษารอยดำและรอยแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่หลังจากการติดเชื้อราหายดีแล้ว ซึ่งจะช่วยเร่งให้ผิวกลับมาเรียบเนียนและมีสีสม่ำเสมอเร็วขึ้น

ทรีตเมนต์ที่สามารถทำได้โดยผู้เชี่ยวชาญมีดังนี้

  • การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels): ใช้กรด เช่น กรดไกลโคลิก (Glycolic acid) หรือกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) เพื่อเร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่มีเม็ดสีเข้มออกไป ช่วยให้รอยดำจางลง
  • เลเซอร์และแสงบำบัด (Laser and Light Therapies): การใช้เลเซอร์ เช่น Q-switched laser หรือ Intense Pulsed Light (IPL) สามารถช่วยลดทั้งรอยแดงและรอยดำที่เกิดหลังการอักเสบได้
  • การรักษาแผลเป็น (Scar Treatment): หากการติดเชื้อทิ้งรอยแผลเป็นไว้ สามารถใช้การรักษา เช่น Microneedling หรือ Fractional laser เพื่อกระตุ้นการสร้างผิวใหม่และทำให้แผลเป็นตื้นขึ้น

ควรทำทรีตเมนต์เหล่านี้หลังจากที่การติดเชื้อหายสนิทแล้ว (ประมาณ 4-6 สัปดาห์ขึ้นไป) และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันผลข้างเคียง (Dermnetnz.org, n.d.)

เคล็ดลับป้องกันเชื้อราบนหน้าไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกันเชื้อราบนใบหน้าไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำทำได้โดยการปรับเปลี่ยนการดูแลผิวและวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อราเจริญเติบโต โดยเฉพาะสิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis) ซึ่งมักกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ได้

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ “ปลอดภัยต่อเชื้อรา” (Fungal-safe): เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน (oil-free) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่น กรดไขมันบางชนิด (fatty acids) และโพลีซอร์เบต (polysorbates)
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อควบคุมเชื้อราเป็นประจำ: ใช้แชมพูหรือสบู่ที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 1-2% หรือซิงค์ ไพริไธโอน (zinc pyrithione) ล้างหน้าสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อยีสต์บนผิวหนัง
  • รักษาสุขอนามัยหลังเหงื่อออก: อาบน้ำและล้างหน้าทันทีหลังการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก
  • หลีกเลี่ยงความอับชื้น: สวมหน้ากากอนามัยที่ระบายอากาศได้ดีและเปลี่ยนบ่อยๆ รวมถึงซักปลอกหมอนและผ้าเช็ดตัวเป็นประจำ
  • ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: ดูแลให้เส้นผมสะอาดและไม่ให้ปรกหน้า โดยเฉพาะหากใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ภาวะเบาหวาน (Journal of Fungi, 2025)

แนะแนวเรื่อง

Previous Previous
ทรานซามิน (Transamin) ช่วยรักษาฝ้าให้หน้าขาวใสได้จริงไหม?
NextContinue
สเต็มเซลล์ ชะลอวัย: นวัตกรรมย้อนวัย ฟื้นฟูผิวและสุขภาพลึกระดับเซลล์

สาขาพรีวาโต คลินิก

    สาขาอโศก ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารมิดทาวน์
    Phone: 02-258-4050 , 081-841-5075
    สาขาสีลม ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์
    Phone: 02-780-2011 , 098-272-5244
    สาขาราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะคริสตัล เอสบี (ด้านบนร้านสตาร์บัคส์)
    Phone: 02-102-2778 , 098-272-5244

ติดต่อเรา

    Facebook: Privato Clinic
    Messenger: Privato Clinic
    Instagram: privatoclinic
    Email: privatoclinic@gmail.com
    Line: @privatoclinic

Copyright© 2022-2024. All Rights Reserved

Scroll to top
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมด
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิว
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความ
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Facebook Instagram YouTube