Skip to content

TEL : 081-841-5075, 02-258-4050

Facebook Instagram YouTube
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมดExpand
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิวExpand
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความExpand
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทยExpand
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Privato Clinic – Innovation Of Beauty  |  Bangkok
Consult a Doctor
Skincare

Skin Barrier คืออะไร? เจาะลึกเกราะป้องกันพร้อมวิธีฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง

Byadmin ธันวาคม 22, 2025
By แพทย์หญิงนัชชนก หุ่นวิจิตร Updated on ธันวาคม 22, 2025
✦ Medically reviewed by  นายแพทย์เลอพงษ์ กรุดเงิน

skin barrier

skin barrier คือ โครงสร้างชั้นนอกสุดของผิวหนังที่ทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องร่างกายด้วยกลไกอิฐและปูน ซึ่งประกอบด้วยไขมันสำคัญอย่างเซราไมด์ 50% เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก

Table of Contents

Toggle
  • Skin Barrier (เกราะป้องกันผิว) คืออะไร
    • โครงสร้างของ Skin Barrier และทฤษฎี Brick and Mortar
    • หน้าที่สำคัญของเกราะป้องกันผิวที่มีต่อสุขภาพผิวหน้า
  • สัญญาณที่บอกว่า Skin Barrier พังหรือผิวอ่อนแอ
    • ผิวแพ้ง่ายและระคายเคืองบ่อย
    • ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ หรือหน้ามันแต่ผิวแห้ง
    • ปัญหาสิวเรื้อรังและผดผื่นที่ไม่หายสักที
  • สาเหตุหลักที่ทำให้เกราะป้องกันผิวถูกทำลาย
    • พฤติกรรมการดูแลผิวที่ผิดวิธี (Over-exfoliation)
    • ปัจจัยทำร้ายผิวจากสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ
    • ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • วิธีเสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้กลับมาแข็งแรง
    • การเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์และส่วนผสมที่ช่วยเสริมชั้นผิว (Ceramide, Fatty Acids)
    • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการรบกวนผิว
  • ทางลัดกู้ผิวพัง: การฟื้นฟู Skin Barrier ด้วยโปรแกรมจากคลินิก
    • ทรีตเมนต์บำรุงผิวลึกเพื่อเติมความชุ่มชื้นเร่งด่วน
    • การใช้ Skin Booster เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างผิวจากภายใน
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Skin Barrier
    • Skin Barrier ใช้ตอนไหนถึงจะดีที่สุด?
    • ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าเกราะป้องกันผิวจะฟื้นตัว?
    • คนเป็นสิวควรเริ่มเสริม Skin Barrier อย่างไร?

Skin Barrier (เกราะป้องกันผิว) คืออะไร

Skin Barrier หรือเกราะป้องกันผิว คือโครงสร้างชั้นนอกสุดของผิวหนัง (stratum corneum) ที่ทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องร่างกาย โดยมีลักษณะการทำงานแบบ “อิฐและปูน” (Brick and Mortar) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (corneocytes) เปรียบเสมือนก้อนอิฐ และมีไขมันระหว่างเซลล์ (intercellular lipids) เช่น เซราไมด์ คอเลสเตอรอล และกรดไขมัน ทำหน้าที่เป็นปูนคอยยึดเกาะเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายและยับยั้งสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคจากภายนอกไม่ให้เข้าสู่ผิว (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

โครงสร้างของ Skin Barrier และทฤษฎี Brick and Mortar

โครงสร้างของเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เปรียบเสมือน “โครงสร้างอิฐและปูน” (Brick and Mortar Model) โดยมีเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (Corneocytes) เป็นก้อนอิฐ และไขมันระหว่างเซลล์ (Intercellular Lipids) เป็นปูน

รายละเอียดสนับสนุนโครงสร้างดังกล่าวมีดังนี้:

  • ก้อนอิฐ (Bricks): คือเซลล์ Corneocytes ซึ่งเป็นเซลล์เคราตินที่ไม่มีนิวเคลียส ภายในบรรจุสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMF) ที่ช่วยดึงดูดน้ำและรักษาความยืดหยุ่นของผิว
  • ปูน (Mortar): คือกลุ่มไขมันที่เรียงตัวเป็นชั้น (Lipid Bilayers) ประกอบด้วย เซราไมด์ (Ceramides) ประมาณ 50%, คอเลสเตอรอล (Cholesterol) 25% และกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) 15% โดยน้ำหนัก
  • หน้าที่: โครงสร้างนี้ทำหน้าที่เป็นปราการทางกายภาพเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย (TEWL) และยับยั้งการรุกรานจากสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคภายนอก (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

หน้าที่สำคัญของเกราะป้องกันผิวที่มีต่อสุขภาพผิวหน้า

หน้าที่สำคัญที่สุดของเกราะป้องกันผิวคือการรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย (TEWL) พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการปกป้องผิวจากสิ่งแปลกปลอมภายนอก โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • การควบคุมความชุ่มชื้น: โครงสร้างแบบ “อิฐและปูน” (Brick and Mortar) ที่ประกอบด้วยเซลล์ผิวและไขมัน (Ceramides, Cholesterol, Fatty acids) ช่วยกักเก็บน้ำไว้ในชั้นผิว ทำให้ผิวหน้าดูอิ่มเอิบ ยืดหยุ่น และลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
  • การป้องกันเชื้อโรคและสิ่งกระตุ้น: เกราะป้องกันผิวที่มีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ (Acid Mantle) ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค และป้องกันสารก่อภูมิแพ้หรือมลภาวะไม่ให้ซึมเข้าสู่ผิวชั้นใน
  • การต้านอนุมูลอิสระและรังสียูวี: ผิวชั้นนอกสุดมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ที่ช่วยลดความเสียหายจากแสงแดดและมลพิษในเมือง
  • การลดความไวของผิว: เกราะป้องกันที่แข็งแรงจะช่วยปกป้องปลายประสาท ไม่ให้ผิวเกิดอาการแสบ แดง หรือระคายเคืองได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับสภาพอากาศหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

สัญญาณที่บอกว่า Skin Barrier พังหรือผิวอ่อนแอ

ผิวแพ้ง่ายและระคายเคืองบ่อย

ผิวแพ้ง่ายและระคายเคืองบ่อยมักมีสาเหตุหลักมาจากเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่อ่อนแอหรือถูกทำลาย ซึ่งส่งผลให้สารก่อการระคายเคืองและสิ่งแปลกปลอมภายนอกสามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวชั้นในได้ง่ายขึ้น จนไปกระตุ้นปลายประสาทและเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง

ลักษณะและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้ ได้แก่:

  • อาการแสดง: มักมีอาการแสบ ร้อน ยิบๆ หรือคันหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว รวมถึงมีรอยแดง (Erythema) และผิวแห้งลอกเป็นขุยเนื่องจากการสูญเสียน้ำในผิว (TEWL) สูงกว่าปกติ
  • กลไกภายใน: เกิดจากการขาดแคลนไขมันที่จำเป็น เช่น เซราไมด์ (Ceramides) คอเลสเตอรอล และกรดไขมัน รวมถึงการลดลงของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMF) ทำให้โครงสร้างผิวไม่แข็งแรง
  • ปัจจัยกระตุ้น: การล้างหน้าบ่อยเกินไป การใช้สารผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรง สภาพอากาศที่แห้งและเย็น หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์เข้มข้น
  • แนวทางการดูแล: ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH สมดุล (ประมาณ 5.5) และมีส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว เช่น เซราไมด์ ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) และแพนทีนอล (Panthenol) เพื่อลดการระคายเคืองและเพิ่มความชุ่มชื้น (Sensitive skin syndrome: Research progress, ScienceDirect, 2024)

ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ หรือหน้ามันแต่ผิวแห้ง

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าปราการผิว (Skin Barrier) กำลังถูกทำลายหรือทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อผิวสูญเสียความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นจนเกิดภาวะน้ำระเหยออกจากผิวมากเกินไป (Transepidermal Water Loss – TEWL)

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ควรทราบมีดังนี้:

  • ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin): เกิดจากการขาดน้ำในชั้นผิว ทำให้ผิวดูหมองคล้ำ มีริ้วรอยละเอียด และรู้สึกตึงผิวแม้จะมีน้ำมันเคลือบอยู่
  • หน้ามันแต่ผิวแห้ง: เป็นภาวะที่ปราการผิวเสียหายจนกักเก็บน้ำไม่ได้ ร่างกายจึงผลิตน้ำมัน (Sebum) ออกมามากกว่าปกติเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่เสียไป ทำให้ผิวดูมันเยิ้มแต่เนื้อผิวกลับแห้งลอกหรือสาก
  • สาเหตุหลัก: มักเกิดจากการล้างหน้าบ่อยเกินไป การใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรง สภาพอากาศที่แห้ง หรือการใช้ยารักษาสิวที่ทำให้ผิวแห้งตึง (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

ปัญหาสิวเรื้อรังและผดผื่นที่ไม่หายสักที

ปัญหาสิวเรื้อรังและผดผื่นที่ไม่หายขาดมักมีสาเหตุหลักมาจากการที่เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ถูกทำลาย ซึ่งทำให้ผิวเกิดการอักเสบได้ง่ายและไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่:

  • วงจรการอักเสบ: เมื่อเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ สารก่อภูมิแพ้และแบคทีเรียจะแทรกซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น กระตุ้นให้เกิดสิวและผดผื่นซ้ำซาก
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงเกินไป: การล้างหน้าบ่อยเกินไปหรือการใช้สารผลัดเซลล์ผิว (เช่น AHA, BHA, Retinoid) ในปริมาณที่มากเกินไป จะไปชะล้างไขมันจำเป็น (Ceramides, Cholesterol, Fatty Acids) ออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งกร้านแต่หน้ามัน (Dehydrated Skin)
  • ภาวะผิวเสียสมดุล: ผิวที่มีเกราะป้องกันพังมักจะมีค่า pH ที่สูงขึ้น (เป็นด่างมากขึ้น) ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของแบคทีเรียก่อสิว เช่น C. acnes และเชื้อราที่ก่อให้เกิดผดผื่น
  • การขาดสารบำรุงที่จำเป็น: ผิวที่ไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้เนื่องจากขาดเซราไมด์และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMF) จะทำให้กระบวนการซ่อมแซมตัวเองของผิวหยุดชะงัก

การแก้ไขควรเน้นไปที่การหยุดใช้สารผลัดเซลล์ผิวชั่วคราว เลือกใช้คลีนเซอร์ที่อ่อนโยนค่า pH 5.5 และใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ ไนอะซินาไมด์ หรือกรดไขมันเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาแข็งแรง (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

สาเหตุหลักที่ทำให้เกราะป้องกันผิวถูกทำลาย

พฤติกรรมการดูแลผิวที่ผิดวิธี (Over-exfoliation)

พฤติกรรมการดูแลผิวที่ผิดวิธี เช่น การผลัดเซลล์ผิวมากเกินไป (Over-exfoliation) สามารถทำลายเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) จนทำให้ผิวบางลงและเกิดการอักเสบได้

การใช้สารผลัดเซลล์ผิวกลุ่ม AHA/BHA บ่อยเกินความจำเป็น การขัดผิวอย่างรุนแรง หรือการใช้เครื่องมือขัดผิวที่หยาบกร้าน จะส่งผลให้เกิดรอยแยกขนาดเล็ก (Micro-fissures) บนชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) ซึ่งทำให้ผิวสูญเสียน้ำ (TEWL) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเสียหาย ได้แก่ ผิวมีความมันเงาผิดปกติแต่รู้สึกแห้งตึง แสบร้อนเมื่อทาสกินแคร์ และมีอาการแดงหรือลอกเป็นแผ่น ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้เวลามากกว่า 10 วันเพื่อให้ระดับความชุ่มชื้นกลับคืนสู่สภาวะปกติ (Changes in facial skin transepidermal water loss (TEWL) for the full study population and, ResearchGate, 2010)

ปัจจัยทำร้ายผิวจากสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ

ปัจจัยจากสภาพอากาศที่รุนแรงและมลภาวะทางอากาศเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) โดยส่งผลกระทบต่อผิวในหลายด้านดังนี้:

  • สภาพอากาศ: อากาศหนาวและความชื้นต่ำจะดึงความชื้นออกจากผิว ทำให้การสูญเสียน้ำผ่านผิว (TEWL) เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผิวแห้งตึงและเกิดอาการผิวแห้งกร้านในฤดูหนาว (Winter xerosis)
  • รังสียูวี (UV): ทำลายส่วนประกอบของเกราะป้องกันผิวโดยตรง สร้างอนุมูลอิสระที่สลายไขมันสำคัญ และก่อให้เกิดการอักเสบที่ทำลายความยืดหยุ่นของชั้นผิว
  • มลภาวะ (PM2.5): ฝุ่นขนาดเล็กสามารถเกาะติดผิวและกระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress) ซึ่งไปลดการแสดงออกของโปรตีนฟิลักกริน (Filaggrin) และทำให้รอยต่อระหว่างเซลล์ผิวอ่อนแอลง ส่งผลให้ผิวแพ้ง่ายและอักเสบได้ง่ายขึ้น
  • สารเคมีอื่นๆ: โอโซนและควันบุหรี่ช่วยเร่งการเสื่อมสภาพของผิว โดยการลดระดับสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ เช่น วิตามินอี ในชั้นผิวหนังกำพร้า (Particulate Matter Causes Skin Barrier Dysfunction via TNF-α–Mediated Filaggrin Downregulation, JCI Insight, 2021)

ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อปราการผิวโดยการเพิ่มระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งขัดขวางการผลิตไขมันและกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติ

ผลกระทบหลักต่อปราการผิวมีดังนี้:

  • การสูญเสียน้ำ: ความเครียดทางจิตใจทำให้ค่าการสูญเสียน้ำออกจากผิว (TEWL) สูงขึ้น ส่งผลให้ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้นได้ง่ายขึ้น
  • การฟื้นตัวช้า: การพักผ่อนน้อยขัดขวางวงจรการซ่อมแซมผิวในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) เพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ทำให้ผิวที่เสียหายใช้เวลารักษานานกว่าปกติ
  • การอักเสบ: สภาวะความเครียดเรื้อรังอาจกระตุ้นให้โรคผิวหนังที่เป็นอยู่ เช่น ผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Atopic Dermatitis) หรือสะเก็ดเงิน กำเริบขึ้นได้ (Psychological Stress Perturbs Epidermal Permeability Barrier Homeostasis, JAMA Dermatology, 2001)

วิธีเสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้กลับมาแข็งแรง

วิธีเสริมเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรงทำได้โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ คอเลสเตอรอล และกรดไขมันในอัตราส่วนที่เหมาะสม ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการดูแลผิวให้รัดกุม

แนวทางปฏิบัติที่สำคัญมีดังนี้:

  • ใช้ส่วนผสมที่ช่วยซ่อมแซม: เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมเลียนแบบไขมันตามธรรมชาติของผิว เช่น เซราไมด์ (Ceramides), คอเลสเตอรอล (Cholesterol), และกรดไขมัน (Free Fatty Acids) โดยเฉพาะกรดลิโนเลอิก รวมถึงสารบำรุงอย่างไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซราไมด์ตามธรรมชาติ
  • ทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน: ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีฟองหรือมีค่า pH สมดุล (ประมาณ 5.5) หลีกเลี่ยงน้ำร้อน และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไปเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ
  • หยุดสารกระตุ้น: ในช่วงที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ควรหยุดใช้สารผลัดเซลล์ผิว (AHA, BHA), สครับ, และกลุ่มเรตินอยด์ชั่วคราว เพื่อให้ผิวได้มีเวลาฟื้นฟูตัวเอง
  • กักเก็บความชุ่มชื้น: ใช้สารกลุ่ม Humectants เช่น ไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) หรือกลีเซอรีน (Glycerin) บนผิวที่ยังหมาด แล้วปิดทับด้วยสารกลุ่ม Occlusives เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่ เพื่อลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (TEWL) (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

การเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์และส่วนผสมที่ช่วยเสริมชั้นผิว (Ceramide, Fatty Acids)

การเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์เพื่อเสริมชั้นผิวควรเน้นส่วนผสมที่เลียนแบบไขมันตามธรรมชาติ โดยเฉพาะการใช้เซราไมด์ (Ceramides), คอเลสเตอรอล (Cholesterol) และกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อฟื้นฟูโครงสร้าง “อิฐและปูน” ของผิว

รายละเอียดสำคัญในการเลือกส่วนผสมมีดังนี้:

  • Ceramides: เป็นส่วนประกอบหลักประมาณ 50% ของไขมันระหว่างเซลล์ผิว ช่วยลดการสูญเสียน้ำ (TEWL) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • Cholesterol: ช่วยเติมเต็มช่องว่างและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับชั้นไขมัน
  • Free Fatty Acids: โดยเฉพาะกรดลิโนเลอิก (Linoleic acid) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซราไมด์ที่มีคุณภาพ หากขาดไปจะทำให้ผิวแห้งและลอก
  • สัดส่วนที่แนะนำ: การใช้ในอัตราส่วน 3:1:1 (Ceramides: Cholesterol: Fatty Acids) ได้รับการยอมรับว่าช่วยเร่งการซ่อมแซมชั้นผิวได้ดีที่สุด
  • ส่วนผสมเสริม: ควรมีสารกลุ่ม Humectants เช่น Glycerin หรือ Hyaluronic Acid เพื่อดึงความชุ่มชื้น และ Niacinamide (Vitamin B3) ที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างเซราไมด์ตามธรรมชาติได้เอง (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการรบกวนผิว

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการรบกวนผิวควรเน้นที่ การทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนด้วยน้ำอุณหภูมิปกติและหยุดใช้สารผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรง โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • การทำความสะอาด: ควรล้างหน้าไม่เกินวันละ 2 ครั้ง และอาบน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งหรือวันเว้นวันหากผิวแห้งมาก โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่มีสบู่ (Soap-free) และมีค่า pH สมดุลประมาณ 5.5
  • ระยะเวลาอาบน้ำ: จำกัดเวลาอาบน้ำเพียง 5–10 นาที เพื่อป้องกันผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และควรทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีภายใน 3 นาทีหลังเช็ดตัวหมาด
  • การหยุดใช้สารกระตุ้น: งดการสครับผิว การใช้กรดผลัดเซลล์ผิว (AHA/BHA) และเรตินอยด์ที่มีความเข้มข้นสูงชั่วคราวในช่วงที่เกราะป้องกันผิวเสียหาย เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟูตามธรรมชาติ
  • การป้องกันสภาพแวดล้อม: ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) ในห้องนอนหากอยู่ในสภาพอากาศแห้ง และทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำเพื่อลดการอักเสบจากรังสี UV (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

ทางลัดกู้ผิวพัง: การฟื้นฟู Skin Barrier ด้วยโปรแกรมจากคลินิก

ทรีตเมนต์บำรุงผิวลึกเพื่อเติมความชุ่มชื้นเร่งด่วน

ทรีตเมนต์บำรุงผิวลึกที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นเร่งด่วนและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวประกอบด้วย การฉีดสกินบูสเตอร์ (Skin Boosters), การทำทรีตเมนต์ผลักวิตามิน (Hydrating Facials) และการบำบัดด้วยแสง LED สีแดง

  • สกินบูสเตอร์ (Skin Boosters): เป็นการฉีดกรดไฮยาลูโรนิก (HA) โมเลกุลอ่อนเข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้โดยตรง เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำความชุ่มชื้นจากภายใน ช่วยลดการสูญเสียน้ำ (TEWL) ได้ประมาณ 20% และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวอย่างมีนัยสำคัญ
  • ทรีตเมนต์ผลักวิตามินและมาสก์เข้มข้น: เช่น HydraFacial หรือการใช้คลื่นอัลตราโซนิกช่วยผลักเซรั่มที่มีส่วนผสมของไฮยาลูโรนิกและสารสกัดจากธรรมชาติเข้าสู่ผิว พร้อมปิดท้ายด้วยมาสก์แบบปิดสนิท (Occlusive masks) เพื่อล็อคความชุ่มชื้นทันที
  • แสง LED สีแดง (Red Light Therapy): ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว ซึ่งมีหลักฐานว่าช่วยให้เกราะป้องกันผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังการทำหัตถการหรือเมื่อผิวถูกทำลาย (Red light effectively reinforces epidermal, Dr. Naomi, 2024)

การใช้ Skin Booster เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างผิวจากภายใน

การใช้ Skin Booster คือการฉีดสารเติมเต็มประเภทกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid – HA) เข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและซ่อมแซมโครงสร้างผิวจากภายใน

กระบวนการนี้ช่วยฟื้นฟูผิวผ่านกลไกสำคัญดังนี้:

  • การดึงน้ำเข้าสู่ผิว: สาร HA จะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิว ช่วยให้ผิวดูอิ่มฟูและลดความแห้งกร้านได้ดีกว่าการทาครีมเพียงอย่างเดียว
  • การกระตุ้นคอลลาเจน: การใช้เข็มฉีดขนาดเล็กช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ (Mesotherapy effect)
  • การเสริมเกราะป้องกันผิว: ผลการศึกษาพบว่าการฉีด HA สามารถช่วยลดการสูญเสียน้ำออกจากผิว (TEWL) ได้ประมาณ 20% และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวได้ในระยะยาว (The Efficacy of Intradermal Hyaluronic Acid Filler as a Skin Quality Booster: A Prospective Pilot Study, Journal of Cosmetic Dermatology, 2024)

Skin Barrier คืออะไร? เจาะลึกเกราะป้องกันผิว พร้อมวิธีฟื้นฟูผิวแพ้ง่ายให้แข็งแรง Infographic

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Skin Barrier

Skin Barrier ใช้ตอนไหนถึงจะดีที่สุด?

ควรใช้ผลิตภัณฑ์ซ่อมแซมปราการผิว (Skin Barrier) ทันทีหลังล้างหน้าในขณะที่ผิวยังหมาดอยู่ เพื่อช่วยล็อกความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การทามอยส์เจอไรเซอร์หรือเซรั่มบำรุงปราการผิวภายใน 3 นาทีหลังการอาบน้ำหรือล้างหน้า จะช่วยกักเก็บน้ำที่ผิวดูดซับไว้ไม่ให้ระเหยออกไป (Soak and Seal) โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้:

  • ความถี่ในการใช้: ควรใช้เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) หรือทุกครั้งหลังล้างมือสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้านที่มือ
  • ลำดับการใช้: ให้ลงผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัสเบาและเติมน้ำให้ผิว (Humectants) เช่น ไฮยาลูรอนิกก่อน แล้วจึงตามด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันเลียนแบบธรรมชาติ (Ceramides, Cholesterol, Fatty Acids) และปิดท้ายด้วยสารเคลือบผิว (Occlusives) เพื่อซีลทุกอย่างไว้
  • การใช้ร่วมกับยารักษาสิวหรือเรตินอล: สามารถใช้วิธี “Sandwich Method” โดยทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนเพื่อเป็นเกราะป้องกัน ลดการระคายเคืองจากยา แล้วจึงทาทับด้วยมอยส์เจอไรเซอร์อีกชั้น (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าเกราะป้องกันผิวจะฟื้นตัว?

ระยะเวลาที่เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) จะฟื้นตัว ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของความเสียหาย โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์

  • กรณีเสียหายเล็กน้อย: เช่น ผิวแห้งหรือระคายเคืองจากการใช้ผลิตภัณฑ์ผิดประเภท มักจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นภายในไม่กี่วันถึง 1 สัปดาห์ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม
  • กรณีเสียหายรุนแรง: เช่น หลังการทำเคมีลอกผิว (Chemical Peel) หรือในผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) การสมานตัวของรอยแตกขนาดเล็กจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่การฟื้นฟูระดับไขมันในผิวและการลดรอยแดงให้กลับมาเป็นปกติอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์
  • กระบวนการตามธรรมชาติ: เนื่องจากวงจรการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก (Stratum Corneum) ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีจะใช้เวลาประมาณ 28 วัน ดังนั้นการสร้างเกราะป้องกันผิวใหม่ที่สมบูรณ์จึงมักสอดคล้องกับระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน (Understanding the Essential Role of Skin Barrier Repair in Treating Skin Conditions, HMP Global Learning Network, 2020)

คนเป็นสิวควรเริ่มเสริม Skin Barrier อย่างไร?

คนเป็นสิวควรเริ่มเสริมเกราะป้องกันผิวด้วยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์สูตรที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) ควบคู่ไปกับการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • เลือกส่วนผสมที่เหมาะสม: ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ (Ceramides) เพื่อเติมเต็มไขมันในชั้นผิว และไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ซึ่งช่วยทั้งเสริมเกราะป้องกันผิวและลดการอักเสบของสิวไปพร้อมกัน
  • ปรับวิธีการใช้ยาสิว: หากใช้ยาสิวกลุ่มเรตินอยด์หรือเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (BPO) ที่ทำให้ผิวแห้ง ควรใช้วิธี “Sandwich Technique” โดยทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนหนึ่งชั้นเพื่อเป็นบัฟเฟอร์ แล้วจึงตามด้วยยาสิว เพื่อลดการระคายเคืองโดยไม่ลดประสิทธิภาพการรักษา
  • ลดการรบกวนผิว: หลีกเลี่ยงการสครับผิวหน้าหรือใช้สารผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรงเกินไปในช่วงที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และควรล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อป้องกันผิวสูญเสียน้ำ (Efficacy of ceramides and niacinamide-containing moisturizer in acne, Journal of Cosmetic Dermatology, 2024)

แนะแนวเรื่อง

Previous Previous
ฟื้นฟูผิวหน้าเร่งด่วน: วิธีแก้หน้าโทรม รูขุมขนกว้าง ให้กลับมาเนียนใส

สาขาพรีวาโต คลินิก

    สาขาอโศก ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารมิดทาวน์
    Phone: 02-258-4050 , 081-841-5075
    สาขาสีลม ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์
    Phone: 02-780-2011 , 098-272-5244
    สาขาราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะคริสตัล เอสบี (ด้านบนร้านสตาร์บัคส์)
    Phone: 02-102-2778 , 098-272-5244

ติดต่อเรา

    Facebook: Privato Clinic
    Messenger: Privato Clinic
    Instagram: privatoclinic
    Email: privatoclinic@gmail.com
    Line: @privatoclinic

Copyright© 2022-2024. All Rights Reserved

Scroll to top
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับพรีวาโต
  • บริการทั้งหมด
    • ชะลอวัย
    • ยกกระชับผิว
      • XERF
      • Potenza
      • Sofwave
      • Ulthera
      • Thermage-FLX
    • รักษาสิว
    • เลเซอร์
    • โปรแกรมฉีด
    • บำรุงผิว
  • บทความ
    • สิว
    • ยกกระชับ
    • ดูแลผิว
    • ทำเลเซอร์
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • โปรโมชั่น
  • ผลลัพธ์การรักษา
  • วิดีโอรีวิวจากเคสจริง
  • สาขาของเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • English
    • 中文 (中国)
  • ปรึกษาแพทย์
Facebook Instagram YouTube