Profhilo คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง พร้อมข้อควรรู้ก่อนฉีดเพื่อผิวอ่อนเยาว์

Profhilo คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง พร้อมข้อควรรู้ก่อนฉีดเพื่อผิวอ่อนเยาว์

Profhilo คือการฉีดไฮยาลูรอนิก แอซิดบริสุทธิ์ ที่ออกแบบมาเพื่อการปรับโครงสร้างผิวทางชีวภาพ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน 4 ชนิดและอีลาสติน เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิว ความชุ่มชื้น และความกระชับ

Profhilo คืออะไร และช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวได้อย่างไร?

Profhilo คือนวัตกรรมสารฉีดกรดไฮยาลูโรนิก (HA) บริสุทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างผิว (Bio-remodeling) โดยเฉพาะ โดยไม่ใช่ฟิลเลอร์เติมเต็ม แต่ทำงานผ่านกลไกการฟื้นฟูผิว ดังนี้:

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน: ตัวยาจะค่อยๆ ปล่อย HA เพื่อกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้ผลิตคอลลาเจนถึง 4 ชนิด รวมถึงอีลาสติน ส่งผลให้ผิวแน่นกระชับและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  • เติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก: ด้วยคุณสมบัติอุ้มน้ำ (Hygroscopic) จึงช่วยสร้างแหล่งกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว และลดความแห้งกร้าน
  • เทคโนโลยี NAHYCO®: เป็นการเชื่อมต่อโมเลกุล HA ด้วยความร้อนโดยไม่ใช้สารเคมี (BDDE-free) ทำให้ตัวยากระจายตัวได้กว้างและแทรกซึมเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Profhilo® – A revolutionary beneath-the-skin HA treatment, IBSA Derma (UK), 2021)

ทำความรู้จักนวัตกรรม Bio-Remodeling สารฉีดกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน

ส่วนประกอบสำคัญของ Profhilo และความแตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป

ส่วนประกอบสำคัญของ Profhilo คือ กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) บริสุทธิ์ 100% ที่มีความเข้มข้นสูง โดยประกอบด้วย HA มวลโมเลกุลสูงและต่ำรวม 64 มก. ต่อ 2 มล. ซึ่งเชื่อมกันด้วยความร้อนภายใต้เทคโนโลยี NAHYCO® โดยไม่มีการใช้สารเคมีเชื่อมประสาน (BDDE) ความแตกต่างที่สำคัญจากฟิลเลอร์ทั่วไปมีดังนี้:

  • วัตถุประสงค์การใช้งาน: Profhilo เน้นการฉีดเพื่อ “ปรับปรุงโครงสร้างผิว” (Bio-remodeling) โดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ในขณะที่ฟิลเลอร์ทั่วไปเน้นการ “เติมเต็มปริมาตร” (Volumizing) เพื่อปรับรูปหน้าหรือเติมร่องลึก
  • การกระจายตัว: เนื้อเจลของ Profhilo สามารถแพร่กระจายและกลืนไปกับชั้นผิวได้กว้างกว่าฟิลเลอร์ทั่วไป ทำให้ใช้จุดฉีดเพียงไม่กี่จุดก็ครอบคลุมได้ทั่วใบหน้า
  • ส่วนประกอบทางเคมี: Profhilo ปราศจากสาร BDDE ทำให้มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูงและลดความเสี่ยงต่อการเกิดก้อนเนื้อ (Granulomas) เมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ทั่วไปที่ต้องใช้สารเคมีในการคงรูป (Profhilo vs Sculptra: Best Choices for Skin Rejuvenation, Aura Bangkok Clinic, 2025)

กลไกการทำงานในการยกกระชับและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว (Hydration)

Profhilo ทำงานโดยการดึงน้ำเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนกับอีลาสตินเพื่อยกกระชับผิว โดยมีกลไกหลักดังนี้:

  • การเพิ่มความชุ่มชื้น (Hydration): เนื่องจากเป็นไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ (Hygroscopic) เมื่อฉีดเข้าสู่ชั้นผิวจะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว และเพิ่มความยืดหยุ่นจากภายใน
  • การยกกระชับ (Tightening): ผลิตภัณฑ์จะค่อยๆ ปล่อย HA ออกมาเพื่อกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจนถึง 4 ชนิด รวมถึงอีลาสตินในช่วง 4-8 สัปดาห์ ส่งผลให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ผิวที่หย่อนคล้อยดูตึงกระชับและเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่เพิ่มวอลลุ่มเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป (Profhilo® – A revolutionary beneath-the-skin HA treatment, IBSA Derma (UK), 2021)

ประโยชน์ของ Profhilo ช่วยแก้ปัญหาผิวเรื่องไหนได้บ้าง?

Profhilo ช่วยแก้ปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวขาดความยืดหยุ่น และริ้วรอยแห่งวัยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง โดยมีประโยชน์หลักในการฟื้นฟูผิวด้วยกระบวนการ Bio-remodeling ดังนี้:

  • เติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก: ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว และเปล่งปลั่งขึ้น
  • ยกกระชับผิว: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 4 ชนิดและอีลาสติน ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยเล็กน้อยดูตึงกระชับและยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ปรับสภาพผิว: แก้ไขปัญหาผิวที่ดูแห้งกร้าน (Crepey skin) และลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า ลำคอ หลังมือ และเนินอก
  • ฟื้นฟูโครงสร้างผิว: บำรุงเซลล์ผิวจากภายในเพื่อเพิ่มความหนาแน่นและแข็งแรงของชั้นผิวโดยไม่เพิ่มวอลลุ่มเหมือนฟิลเลอร์ (Profhilo Singapore – Benefits, Price and Side Effects, Bio Aesthetic Clinic Singapore, 2025)

การฟื้นฟูผิวหน้าและลำคอให้ดูเด็กลง

Profhilo ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าและลำคอให้ดูอ่อนเยาว์ผ่านกระบวนการ Bio-remodeling ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 4 ชนิดและอีลาสติน เพื่อเพิ่มความกระชับและยืดหยุ่นของผิวโดยไม่ต้องเติมวอลลุ่มเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป

การรักษาด้วย Profhilo มีจุดเด่นและขั้นตอนดังนี้:

  • กลไกการทำงาน: ใช้เทคโนโลยี NAHYCO® เพื่อปล่อยไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) บริสุทธิ์เข้าสู่ชั้นผิว ช่วยเติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกและยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง
  • เทคนิค BAP (Bio Aesthetic Points): ใช้การฉีดเพียง 5 จุดต่อข้างของใบหน้า เพื่อให้ตัวยากระจายตัวได้ทั่วถึง ลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำและลดระยะเวลาพักฟื้น
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ผิวจะดูฉ่ำวาวและชุ่มชื้นขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์แรก ส่วนผลด้านการยกกระชับและความเรียบเนียนของริ้วรอยจะเห็นชัดเจนในช่วง 4-8 สัปดาห์หลังเริ่มการรักษา
  • แผนการรักษา: แนะนำให้ทำ 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ และคงสภาพผิวด้วยการฉีดซ้ำทุกๆ 6 เดือน (Profhilo Singapore – Benefits, Price and Side Effects, Bio Aesthetic Clinic Singapore, 2025)

การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 4 ชนิดเพื่อความยืดหยุ่นของผิว

Profhilo กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ถึง 4 ชนิด (Type I, III, IV และ VII) พร้อมกับสร้างเส้นใยอีลาสติน เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้มีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น

กระบวนการนี้เรียกว่า Bio-remodeling ซึ่งแตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • การทำงาน: กรดไฮยาลูโรนิก (HA) จะค่อยๆ ปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
  • ผลลัพธ์: ช่วยให้ผิวมีความเด้งและยืดหยุ่นเหมือนผิวเด็ก (Stretch and snap effect) พร้อมเพิ่มความหนาแน่นและความแข็งแรงให้กับชั้นผิวหนังแท้
  • ระยะเวลา: การเปลี่ยนแปลงของความกระชับและยืดหยุ่นจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 4–8 สัปดาห์หลังเริ่มการรักษา (Profhilo Singapore – Benefits, Price and Side Effects, BA Clinic Blog, 2025)

ขั้นตอนการฉีด Profhilo ด้วยเทคนิค BAP Technique 5 จุด

ทำไมต้องฉีดเพียง 5 จุด และช่วยลดการบวมช้ำได้อย่างไร?

การฉีดเพียง 5 จุดทำได้เพราะ Profhilo มีคุณสมบัติในการแพร่กระจายตัวได้ดีเยี่ยมทั่วชั้นผิว จึงไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเข็มมากเท่าการฉีดแบบดั้งเดิม

การใช้เทคนิค BAP (Bio Aesthetic Points) นี้ช่วยลดการบวมช้ำได้ดังนี้:

  • ลดจำนวนแผล: การฉีดเพียง 5 จุดต่อข้างช่วยลดจำนวนครั้งที่เข็มต้องแทงผ่านผิวหนัง จึงลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยตรง
  • หลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง: ตำแหน่งทั้ง 5 จุดถูกเลือกมาเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นเลือดและเส้นประสาทที่สำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดรอยเขียวช้ำ
  • ลดการอักเสบ: เมื่อมีการเจาะผิวน้อยลง อาการบวมแดงหลังการรักษาก็จะน้อยลงตามไปด้วย โดยตุ่มนูนจากการฉีดมักจะยุบตัวลงเองภายใน 6–24 ชั่วโมง (Safety assessment of high- and low-molecular-weight hyaluronans (Profhilo®) as derived from worldwide postmarketing data, PubMed Central (PMC), 2020)

จำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์

การรักษาด้วย Profhilo แนะนำให้ทำ 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาการเห็นผลมีดังนี้:

  • ช่วง 1-2 สัปดาห์แรก: เริ่มสังเกตเห็นผิวมีความชุ่มชื้นและดูเปล่งปลั่งขึ้น
  • ช่วง 4-8 สัปดาห์: จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ด้านการยกกระชับและความยืดหยุ่นของผิวที่ชัดเจน เนื่องจากกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินทำงานได้อย่างเต็มที่
  • การคงสภาพผลลัพธ์: ผลลัพธ์มักจะอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ซึ่งแนะนำให้ทำซ้ำทุกๆ 6 เดือนเพื่อรักษาคุณภาพผิวอย่างต่อเนื่อง (Profhilo Singapore – Benefits, Price and Side Effects, Bio Aesthetic Clinic Singapore, 2025)

Profhilo เหมาะกับใคร และใครที่ควรหลีกเลี่ยง?

Profhilo เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาผิวเริ่มเสื่อมสภาพตามวัย เช่น ผิวขาดความยืดหยุ่น มีริ้วรอยเล็กๆ ผิวแห้งกร้าน หรือผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย โดยมีรายละเอียดกลุ่มที่เหมาะสมและควรหลีกเลี่ยงดังนี้:

  • ผู้ที่เหมาะกับ Profhilo:
    • ผู้ที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพผิว (Skin Quality) ให้ดูอิ่มน้ำและเปล่งปลั่ง
    • ผู้ที่มีปัญหาผิว “Crepey skin” หรือผิวที่มีลักษณะยับย่นเหมือนกระดาษ
    • ผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องการเพิ่มวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้าเหมือนการฉีดฟิลเลอร์
  • ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยง:
    • สตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
    • ผู้ที่มีประวัติแพ้กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) อย่างรุนแรง
    • ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือมีการอักเสบในบริเวณที่จะทำการฉีด เช่น เป็นสิวอักเสบหรือเริม
    • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยรุนแรงหรือสูญเสียปริมาตรใบหน้ามากเกินไป ซึ่งอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจนเท่าการทำศัลยกรรมหรือการใช้สารเติมเต็มชนิดอื่น (Profhilo vs Sculptra: Best Choices for Skin Rejuvenation, Aura Bangkok Clinic, 2025)

เปรียบเทียบ Profhilo vs Sculptra vs Juvelook เลือกแบบไหนที่ตอบโจทย์ผิวคุณ?

การเลือกใช้ระหว่าง Profhilo, Sculptra หรือ Juvelook ขึ้นอยู่กับ เป้าหมายหลักของผิวคุณว่าต้องการเน้นการเติมความชุ่มชื้น การเพิ่มวอลลุ่ม หรือการปรับปรุงเนื้อสัมผัสของผิว โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบดังนี้:

  • Profhilo: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ เติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความฉ่ำวาว (Glow) ให้กับผิวอย่างรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาผิวแห้ง ขาดน้ำ และความหย่อนคล้อยเล็กน้อย โดยไม่เปลี่ยนรูปหน้า
  • Sculptra: เหมาะสำหรับผู้ที่มี ปัญหาการสูญเสียปริมาตรใบหน้า (Volume Loss) เช่น แก้มตอบ หรือขมับบุ๋ม โดยจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติเพื่อให้ใบหน้าดูเต็มและยกกระชับในระยะยาว
  • Juvelook: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ปรับปรุงเนื้อสัมผัสผิว (Skin Texture) เช่น การรักษาหลุมสิว กระชับรูขุมขน และลดริ้วรอยเล็กๆ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการเติมความชุ่มชื้นทันทีและการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง
คุณสมบัติ Profhilo Sculptra Juvelook
ส่วนประกอบหลัก Hyaluronic Acid (HA) บริสุทธิ์ Poly-L-Lactic Acid (PLLA) PDLLA + Hyaluronic Acid
กลไกหลัก เติมความชุ่มชื้นและยกกระชับผิว กระตุ้นคอลลาเจนเพื่อเพิ่มวอลลุ่ม กระตุ้นคอลลาเจนและปรับผิวเรียบเนียน
ระยะเวลาเห็นผล 1-2 สัปดาห์ (เห็นผลชัดเจนใน 1-2 เดือน) 2-3 เดือน (ค่อยๆ เห็นผล) ทันที (HA) และดีขึ้นเรื่อยๆ (PDLLA)
ความคงทนของผลลัพธ์ ประมาณ 6-9 เดือน ประมาณ 2 ปี ประมาณ 12 เดือน

การเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดอาจเป็นการใช้ร่วมกันตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องคุณภาพผิวและโครงสร้างใบหน้า (Profhilo vs Sculptra: Best Choices for Skin Rejuvenation, Aura Bangkok Clinic, 2025)

การเตรียมตัวก่อนฉีดและการดูแลตัวเองหลังทำเพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

การเตรียมตัวก่อนฉีด Profhilo และการดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนานที่สุด ก่อนการฉีดควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน และอาหารเสริมที่ทำให้เลือดหยุดไหลยากอย่างน้ำมันปลาหรือวิตามินอี เป็นเวลาอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำ ส่วนการดูแลหลังทำมีข้อปฏิบัติดังนี้:

  • งดสัมผัสใบหน้า: หลีกเลี่ยงการแตะ นวด หรือถูบริเวณที่ฉีดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และงดแต่งหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงความร้อนและกิจกรรมหนัก: งดการออกกำลังกายอย่างหนัก การเข้าซาวน่า หรือการสัมผัสความร้อนสูงในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  • การจัดการอาการบวม: หากมีอาการบวมหรือรอยแดง สามารถประคบเย็นเบาๆ ได้ และควรนอนหนุนหมอนสูงในคืนแรก
  • การบำรุงต่อเนื่อง: เมื่อผ่าน 24 ชั่วโมงไปแล้ว สามารถกลับมาใช้สกินแคร์ตามปกติได้ โดยเน้นการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเพื่อปกป้องผิว (Profhilo Side Effects: You Need to Know Before Treatment, Aura Bangkok Clinic, 2025)

ข้อควรระวัง ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และวิธีเช็ก Profhilo ของแท้

อาการบวมหลังฉีดกี่วันหาย?

อาการบวมหรือตุ่มนูนหลังฉีด Profhilo มักจะยุบตัวและหายไปเองภายใน 6 ถึง 24 ชั่วโมง เนื่องจากตัวยาจะค่อยๆ กระจายตัวเข้าสู่ชั้นผิวหนังทั่วใบหน้า ทั้งนี้รอยแดงหรือรอยเข็มขนาดเล็กอาจเกิดขึ้นได้ในบางรายและมักจะหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน (Profhilo Side Effects: You Need to Know Before Treatment, Aura Bangkok Clinic, 2025)

วิธีตรวจสอบสแกน QR Code ตรวจสอบยาแท้ผ่านแอปพลิเคชัน

คุณสามารถตรวจสอบความแท้ของ Profhilo ได้โดยการสแกน QR Code ที่อยู่บนสติกเกอร์โฮโลแกรมบนกล่องผลิตภัณฑ์ผ่านแอปพลิเคชันตรวจสอบ โดยมีขั้นตอนและข้อควรระวังดังนี้:

  • ตรวจสอบกล่องผลิตภัณฑ์: ก่อนรับบริการควรขอดูตัวกล่อง ซึ่งต้องมีสติกเกอร์โฮโลแกรมความปลอดภัยและรหัส QR Code ที่ชัดเจน
  • การสแกน: ใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชันตรวจสอบอย่างเป็นทางการหรือตัวสแกนทั่วไป เพื่อลิงก์ไปยังฐานข้อมูลของผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย
  • เงื่อนไขการตรวจสอบ: รหัส QR Code ของแท้จะสามารถสแกนเพื่อยืนยันความแท้ได้เพียง “ครั้งเดียว” เท่านั้น หากรหัสถูกทำซ้ำหรือเคยผ่านการสแกนมาแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนว่าไม่ถูกต้อง
  • จุดสังเกตเพิ่มเติม: ตรวจสอบโลโก้โฮโลแกรมของ IBSA หรือผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นลักษณะที่ปลอมแปลงได้ยาก (How to Authenticate and Verify Your HA “Smooth” Treatment, SL Clinic Blog, 2025)

Profhilo คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง พร้อมข้อควรรู้ก่อนฉีดเพื่อผิวอ่อนเยาว์ Infographic

FAQ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Profhilo

Profhilo 1 กล่องมีกี่ cc และต้องใช้กี่เข็มถึงจะเห็นผล?

Profhilo 1 กล่องมีปริมาณ 2 cc และโดยทั่วไปแนะนำให้รับบริการ 2 ครั้ง (ใช้ 2 กล่อง) เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณและการรักษา มีดังนี้:

  • ปริมาณต่อกล่อง: ใน 1 กล่องจะประกอบด้วยตัวยาบรรจุในไซริงค์พร้อมใช้ขนาด 2 มล. (หรือ 2 cc) ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการฉีดทั่วใบหน้า 1 ครั้ง
  • จำนวนเข็ม/จุดที่ฉีด: ใช้เทคนิคการฉีด BAP (Bio Aesthetic Points) ซึ่งจะฉีดเพียง 10 จุดทั่วใบหน้า (ข้างละ 5 จุด) จุดละ 0.2 มล. เพื่อให้ตัวยากระจายตัวได้ดีที่สุด
  • จำนวนครั้งที่แนะนำ: เพื่อผลลัพธ์ในการยกกระชับและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวที่เหมาะสม ควรรับบริการอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์
  • ระยะเวลาเห็นผล: คุณจะเริ่มรู้สึกถึงความชุ่มชื้นใน 1-2 สัปดาห์แรก และจะเห็นผลลัพธ์ด้านการยกกระชับผิวที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 4 สัปดาห์หลังจากการฉีดครั้งที่สอง (Profhilo Singapore – Benefits, Price and Side Effects, Bio Aesthetic Clinic Singapore, 2025)
ฉีด Profhilo เจ็บไหม และต้องแปะยาชาหรือไม่?

การฉีด Profhilo มักทำให้รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยในลักษณะแสบจี๊ดชั่วคราวขณะฉีด และหลายคลินิกนิยมใช้ยาชาแบบทาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น โดยความเจ็บปวดอยู่ในระดับที่ทนได้ง่ายเนื่องจากใช้เข็มขนาดเล็กและมีจุดฉีดเพียงไม่กี่จุด (เทคนิค BAP 5 จุดต่อข้าง) ซึ่งใช้เวลาทำรวดเร็วและลดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อได้ดีกว่าการฉีดฟิลเลอร์แบบดั้งเดิม สำหรับผู้ที่มีความกังวลเรื่องความเจ็บ การแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 20–30 นาทีจะช่วยลดความรู้สึกขณะเข็มจิ้มได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Bio Aesthetic Clinic Singapore, 2025)

ผลลัพธ์จากการฉีด Profhilo อยู่ได้นานกี่เดือน?

ผลลัพธ์จากการฉีด Profhilo โดยทั่วไปจะอยู่ได้นานประมาณ 5-6 เดือน โดยระยะเวลาที่เห็นผลอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพผิวและอัตราการเผาผลาญของร่างกาย ซึ่งบางรายอาจเห็นผลยาวนานได้ถึง 8-12 เดือน และมักแนะนำให้ทำทรีตเมนต์ซ้ำทุก 6 เดือนเพื่อคงสภาพผิวให้ชุ่มชื้นและกระชับอย่างต่อเนื่อง (Bio Aesthetic Clinic Singapore, 2025)

ฉีด Profhilo ร่วมกับทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่นๆ ได้ไหม?

สามารถทำได้ โดย Profhilo มักถูกนำมาใช้ร่วมกับหัตถการอื่นๆ เพื่อเสริมผลลัพธ์การดูแลผิวให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

การใช้ Profhilo ร่วมกับหัตถการต่างๆ มีแนวทางดังนี้:

  • โบท็อกซ์และฟิลเลอร์: สามารถทำร่วมกันได้ โดย Profhilo จะช่วยปรับปรุงคุณภาพผิวในภาพรวม ขณะที่ฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มโครงสร้างใบหน้า
  • เลเซอร์, IPL หรือคลื่นวิทยุ (RF): เป็นการดูแลที่เสริมกัน โดยเลเซอร์จะเน้นการผลัดผิวหรือยกกระชับจากภายนอก ส่วน Profhilo จะช่วยเติมความชุ่มชื้นและบำรุงจากภายใน
  • ระยะเวลาที่แนะนำ: โดยทั่วไปควรเว้นระยะห่างระหว่าง Profhilo กับหัตถการอื่นๆ ประมาณ 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟูและแต่ละการรักษาแสดงผลได้อย่างเต็มที่
  • ลำดับการทำ: หากทำร่วมกับเลเซอร์หรือการทำ Microneedling มักแนะนำให้ทำหัตถการเหล่านั้นก่อน แล้วจึงตามด้วยการฉีด Profhilo หลังจากนั้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูและเพิ่มความชุ่มชื้น (Can Profhilo be combined with other aesthetic treatments?, ClearSK Aesthetic Clinics, 2025)