วิตามินบี 9 (โฟเลต) คืออะไร? สำคัญต่อสุขภาพเซลล์และผิวพรรณอย่างไร

วิตามินบี 9 (โฟเลต) คืออะไร? สำคัญต่อสุขภาพเซลล์และผิวพรรณอย่างไร

ความแตกต่างระหว่างโฟเลตและกรดโฟลิก: รูปแบบของวิตามินบี 9 ความแตกต่างที่สำคัญคือ โฟเลตเป็นวิตามินบี 9 ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในอาหาร ในขณะที่กรดโฟลิกเป็นรูปแบบสังเคราะห์ ที่ใช้ในอาหารเสริมและอาหารเสริมวิตามิน กรดโฟลิกมีควา

ความแตกต่างระหว่างโฟเลตและกรดโฟลิก: รูปแบบของวิตามินบี 9

ความแตกต่างที่สำคัญคือ โฟเลตเป็นวิตามินบี 9 ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในอาหาร ในขณะที่กรดโฟลิกเป็นรูปแบบสังเคราะห์ที่ใช้ในอาหารเสริมและอาหารเสริมวิตามิน

กรดโฟลิกมีความเสถียรและร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า (ประมาณ 85%) เมื่อเทียบกับโฟเลตจากอาหาร (ประมาณ 50%) หลังจากดูดซึมแล้ว ร่างกายจะต้องเปลี่ยนกรดโฟลิกให้เป็นโฟเลตในรูปแบบที่ใช้งานได้ ในขณะที่โฟเลตจากอาหารจะต้องผ่านกระบวนการย่อยก่อนที่จะถูกดูดซึม

ประโยชน์หลักของวิตามินบี 9 ต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณ

บทบาทต่อสุขภาพผิวและการสร้างเซลล์ใหม่

วิตามินบี 9 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสังเคราะห์ DNA และการแบ่งตัวของเซลล์ ซึ่งจำเป็นสำหรับเนื้อเยื่อที่เติบโตเร็ว เช่น ผิวหนัง ผม และเยื่อบุทางเดินอาหาร

เนื่องจากผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว วิตามินบี 9 จึงช่วยสนับสนุนการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นไปอย่างปกติและส่งเสริมสุขภาพผิวโดยรวม หากขาดวิตามินบี 9 จะทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ใหม่บกพร่อง ซึ่งอาจแสดงออกในรูปแบบของสุขภาพเนื้อเยื่อที่ไม่ดี

ความสำคัญต่อการตั้งครรภ์และพัฒนาการของทารกในครรภ์

กรดโฟลิกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defects – NTDs) ในทารก เช่น ภาวะกระดูกสันหลังไม่ปิด (spina bifida) และภาวะไม่มีสมองใหญ่ (anencephaly)

เนื่องจากหลอดประสาทของทารกจะปิดตัวลงในช่วง 4 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ การได้รับกรดโฟลิกอย่างเพียงพอก่อนและระหว่างการตั้งครรภ์ช่วงแรกจึงสามารถลดความเสี่ยงของความพิการแต่กำเนิดเหล่านี้ได้ประมาณ 50–70% ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานด้านสุขภาพจึงแนะนำให้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนได้รับกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน

การบำรุงระบบเลือดและป้องกันภาวะโลหิตจาง

วิตามินบี 9 มีบทบาทสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์ ซึ่งช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงใหญ่ (megaloblastic anemia) วิตามินชนิดนี้จำเป็นต่อการสังเคราะห์ DNA ในไขกระดูก เพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแบ่งตัวและเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสม

หากร่างกายขาดวิตามินบี 9 จะส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่แต่ยังเจริญไม่เต็มที่และทำงานได้ไม่ดี ทำให้เกิดอาการของภาวะโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย อ่อนแรง และผิวซีด นอกจากนี้ วิตามินบี 9 ยังทำงานร่วมกับวิตามินบี 12 เพื่อรักษากระบวนการสร้างเลือดให้เป็นปกติ

แหล่งวิตามินบี 9 ที่สำคัญ: อาหารและอาหารเสริม

อาหารตามธรรมชาติที่มีโฟเลตสูง

อาหารตามธรรมชาติที่มีโฟเลตสูง ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม ตับ และพืชตระกูลถั่ว

แหล่งอาหารอื่นๆ ที่อุดมไปด้วยโฟเลต ได้แก่

  • ผักใบเขียวเข้ม: เช่น ปวยเล้ง, คะน้า, บรอกโคลี และกะหล่ำดาว
  • พืชตระกูลถั่ว: เช่น ถั่ว, ถั่วเลนทิล และถั่วลันเตา
  • ผลไม้: โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม และมะละกอ
  • แหล่งอื่นๆ: หน่อไม้ฝรั่ง, อะโวคาโด, ถั่วและเมล็ดพืช, ไข่ และตับสัตว์

อาหารเสริมกรดโฟลิกและการเลือกใช้

อาหารเสริมกรดโฟลิกมีจำหน่ายทั้งในรูปแบบเม็ดเดี่ยวและเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินรวม โดยมีปริมาณที่ใช้กันทั่วไปคือ 400 ถึง 800 ไมโครกรัม (µg) ต่อวัน

หน่วยงานด้านสุขภาพแนะนำให้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนรับประทานกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมทุกวันจากอาหารเสริมหรืออาหารเสริมโฟเลต เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิดของทารก นอกจากนี้ยังมีอาหารเสริมในรูปแบบ 5-MTHF (L-methylfolate) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ร่างกายพร้อมใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ที่มีการแปรผันทางพันธุกรรมของยีน MTHFR สำหรับการรักษาภาวะขาดโฟเลต แพทย์อาจสั่งใช้ในปริมาณ 1–5 มิลลิกรัมต่อวัน

สัญญาณและอาการเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 9

อาการแสดงที่สังเกตได้ทางร่างกายและผิวหนัง

อาการที่สังเกตได้ทางร่างกายและผิวหนังของการขาดวิตามินบี 9 ได้แก่ อาการเจ็บหรือมีแผลในปากและลิ้น ผิวซีด และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ผม หรือเล็บ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อยคือ อ่อนเพลียและอ่อนแรงอย่างต่อเนื่อง หายใจถี่แม้จะออกแรงเพียงเล็กน้อย สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ และใจสั่น

กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดโฟเลต

กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะขาดโฟเลต ได้แก่ สตรีมีครรภ์, ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และผู้ที่มีภาวะการดูดซึมผิดปกติ

กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีความต้องการโฟเลตสูงกว่าปกติหรือมีปัญหาในการดูดซึมสารอาหาร ดังนี้

  • สตรีมีครรภ์: ร่างกายมีความต้องการโฟเลตเพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อการเจริญเติบโตของทารกและเนื้อเยื่อของมารดา
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ: มักได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และแอลกอฮอล์ยังขัดขวางการดูดซึมและการเผาผลาญโฟเลต
  • ผู้ที่มีภาวะการดูดซึมผิดปกติ: ภาวะต่างๆ เช่น โรคเซลิแอค (celiac disease) หรือโรคลำไส้อักเสบ (IBD) ทำให้ลำไส้เล็กดูดซึมโฟเลตได้ไม่ดี

ข้อควรรู้ก่อนเสริมวิตามินบี 9: ปริมาณและข้อควรระวัง

ปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับแต่ละช่วงวัย

ปริมาณโฟเลตที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 400 ไมโครกรัม DFE (Dietary Folate Equivalents) แต่จะแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและสภาวะของร่างกาย

ปริมาณที่แนะนำสำหรับกลุ่มต่างๆ มีดังนี้

  • ผู้ใหญ่ชายและหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์: 400 ไมโครกรัม DFE ต่อวัน
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์: 600 ไมโครกรัม DFE ต่อวัน
  • ผู้หญิงที่ให้นมบุตร: 500 ไมโครกรัม DFE ต่อวัน

ผลข้างเคียงและความเสี่ยงจากการได้รับเกินขนาด

ความเสี่ยงหลักจากการได้รับกรดโฟลิกสังเคราะห์ในปริมาณมากเกินไปคือ การบดบังภาวะขาดวิตามินบี 12

การได้รับกรดโฟลิกในปริมาณสูงสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางที่เกิดจากการขาดวิตามินบี 12 ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันความเสียหายต่อระบบประสาทที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจไม่สามารถแก้ไขได้ในภายหลัง ซึ่งการบดบังอาการนี้อาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้า ด้วยเหตุนี้จึงมีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (Tolerable Upper Intake Level) สำหรับกรดโฟลิกจากอาหารเสริมและอาหารเสริมคุณค่าไว้ที่ 1,000 ไมโครกรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่

ข้อควรระวังในการใช้ร่วมกับยาหรือภาวะโรคบางชนิด

ข้อควรระวังที่สำคัญคือการรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณสูงอาจบดบังภาวะขาดวิตามินบี 12 และอาจทำปฏิกิริยากับยาบางชนิด เนื่องจากกรดโฟลิกสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางได้ แต่ไม่สามารถป้องกันความเสียหายต่อระบบประสาทที่เกิดจากการขาดวิตามินบี 12 ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้า

นอกจากนี้ กรดโฟลิกยังอาจมีปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม ดังนี้:

  • ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate): กรดโฟลิกอาจลดประสิทธิภาพของยาเมื่อใช้รักษามะเร็ง แต่แพทย์มักสั่งให้ใช้ร่วมกันเพื่อลดผลข้างเคียงในการรักษาโรคข้ออักเสบ
  • ยากันชัก (Antiepileptic drugs): เช่น เฟนิโทอิน (phenytoin) และคาร์บามาเซพีน (carbamazepine) อาจลดระดับโฟเลตในเลือด และในทางกลับกัน กรดโฟลิกอาจลดประสิทธิภาพของยาเหล่านี้
  • ยาซัลฟาซาลาซีน (Sulfasalazine): ยาที่ใช้รักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล อาจยับยั้งการดูดซึมโฟเลต

ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินบี 12 หรือใช้ยาเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิก

เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการเสริมวิตามินบี 9

ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการเสริมวิตามินบี 9 หากคุณมีภาวะเสี่ยงสูง กำลังใช้ยาบางชนิด หรือสงสัยว่าอาจขาดวิตามิน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีต่อไปนี้

  • เคยมีบุตรที่มีภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defect)
  • เป็นโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรง (pernicious anemia) หรือขาดวิตามินบี 12
  • มีภาวะการดูดซึมผิดปกติ เช่น โรคเซลิแอค (celiac disease) หรือเคยผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้
  • กำลังใช้ยาที่ส่งผลต่อโฟเลต เช่น เมโธเทรกเซท (methotrexate) ยากันชัก หรือซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)
FAQ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามินบี 9 (FAQ)

อาหารอะไรบ้างที่มีวิตามินบี 9 สูงที่สุด?

อาหารที่มีวิตามินบี 9 สูงที่สุดคือ ผักใบเขียวเข้มและพืชตระกูลถั่ว

แหล่งอาหารอื่นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 9 ได้แก่:

  • ผักใบเขียวเข้ม: เช่น ปวยเล้ง, คะน้า, บรอกโคลี
  • พืชตระกูลถั่ว: เช่น ถั่วชนิดต่างๆ, ถั่วเลนทิล, ถั่วลันเตา
  • แหล่งอาหารอื่นๆ: เช่น หน่อไม้ฝรั่ง, อะโวคาโด, ผลไม้รสเปรี้ยว และตับ
การขาดวิตามินบี 9 ก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง?

การขาดวิตามินบี 9 อาจนำไปสู่โรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงใหญ่ (Megaloblastic Anemia) และภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects) ในทารกแรกเกิด

โรคโลหิตจางชนิดนี้เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติและยังเจริญไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม ส่วนภาวะหลอดประสาทไม่ปิดเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ หากมารดามีโฟเลตไม่เพียงพอในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ การขาดวิตามินบี 9 ยังอาจทำให้เกิดแผลในปาก ลิ้นอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

วิตามินบี 9 มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายหรือไม่?

การบริโภคกรดโฟลิก (รูปแบบสังเคราะห์ของวิตามินบี 9) ในปริมาณที่สูงเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการบดบังภาวะขาดวิตามินบี 12

การได้รับกรดโฟลิกในปริมาณสูงสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางที่เกิดจากการขาดวิตามินบี 12 ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันความเสียหายต่อระบบประสาทที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายถาวรได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่ทนได้ต่อวัน (Tolerable Upper Intake Level) สำหรับกรดโฟลิกไว้ที่ 1,000 ไมโครกรัม (1 มิลลิกรัม) สำหรับผู้ใหญ่ ในทางกลับกัน โฟเลตที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติยังไม่พบว่ามีความเป็นพิษ

ร่างกายสามารถสร้างวิตามินบี 9 เองได้หรือไม่?

ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินบี 9 ขึ้นเองได้ เนื่องจากเป็นสารอาหารที่จำเป็นซึ่งต้องได้รับจากแหล่งภายนอก เช่น อาหารหรืออาหารเสริมเท่านั้น แม้ว่าแบคทีเรียในลำไส้จะผลิตโฟเลตได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

วิตามินบี 9 จำเป็นสำหรับสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์จริงหรือไม่?

จริง วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defects) ในทารก ซึ่งเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่รุนแรง

ภาวะนี้เกิดขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้หญิงหลายคนอาจยังไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ดังนั้นองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกจึงแนะนำให้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนรับประทานกรดโฟลิกเสริม 400 ไมโครกรัมทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

ควรรับประทานวิตามินบี 9 ในรูปแบบอาหารหรืออาหารเสริมดีกว่ากัน?

โดยทั่วไปแล้ว กรดโฟลิก (Folic acid) ซึ่งเป็นวิตามินบี 9 ในรูปแบบสังเคราะห์ที่พบในอาหารเสริมและอาหารเสริมคุณค่า จะถูกดูดซึมได้ดีกว่าโฟเลต (Folate) ที่พบในอาหารตามธรรมชาติ

ร่างกายสามารถดูดซึมกรดโฟลิกจากอาหารเสริมได้ประมาณ 85% เมื่อรับประทานพร้อมอาหาร ในขณะที่สามารถดูดซึมโฟเลตจากแหล่งอาหารธรรมชาติได้เพียงประมาณ 50% ด้วยเหตุนี้ กลุ่มประชากรบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ จึงมักได้รับคำแนะนำให้รับประทานกรดโฟลิกในรูปแบบอาหารเสริมเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับในปริมาณที่เพียงพอ

References:

  1. NIH Office of Dietary Supplements. Folate (Vitamin B9) Fact Sheet for Health Professionals. NIH ODS. ods.od.nih.gov
  2. Cleveland Clinic. Folate (Folic Acid) Information. Cleveland Clinic. clevelandclinic.org
  3. Healthline. Folic Acid Benefits and Uses. Healthline. healthline.com
  4. MDPI. Folate and Skin Cell Regeneration. MDPI Journals. mdpi.com